จากประสบการณ์ที่เคยได้พูดคุยกับผู้คนมากมาย เมื่อมาลองนึกทบทวนดูเกี่ยวกับเรื่องความทุกข์ที่แต่ละคนมักกล่าวถึงกลับกลายเป็นเรื่องของความรัก มิใช่เรื่องความยากจน ทั้งๆ ที่ถ้าดูเพียงผิวเผินแล้ว ความยากจนนี่น่าจะน่ากลัวยิ่งกว่า เพราะเราอาจจะไม่มีข้าวกิน ไม่มีบ้านที่อยู่อาศัย ถ้าเราได้ลองกลับไปทบทวนเรื่องของความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการ(Maslow’s Hierarchical Theory of Motivation) ซึ่งค้นคว้าโดย Maslow กล่าวว่า
ลำดับขั้นความต้องการของมนุษย์ ( The Need –Hierarchy Conception of Human Motivation ) เรียงลำดับจากขั้นต้นไปสู่ความต้องการขั้นต่อไปไว้เป็นลำดับดังนี้
1. ความต้องการทางด้านร่างกาย ( Physiological needs )
2. ความต้องการความปลอดภัย ( Safety needs )
3. ความต้องการความรักและความเป็นเจ้าของ ( Belongingness and love needs )
4. ความต้องการได้รับความนับถือยกย่อง ( Esteem needs )
5. ความต้องการที่จะเข้าใจตนเองอย่างแท้จริง ( Self-actualization needs )
ลำดับขั้นความต้องการของ Maslow มีการเรียงลำดับขั้นความต้องการที่อยู่ในขั้นต่ำสุด บุคคลจะต้องได้รับความพึงพอใจเสียก่อน จึงจะสามารถผ่านพ้นไปสู่ความต้องการที่อยู่ในขั้นสูงขึ้นไปตามลำดับได้
จะเห็นว่าทั้งความทุกข์จากความยากจนไม่มีอันจะกิน และความทุกข์เพราะความรักก็รวมอยู่ในความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ดังกล่าวนี้ด้วย จึงเป็นธรรมดาที่คนเราจะมีความทุกข์อันเกิดจากการที่ความต้องการของเราดังกล่าวนั้นยังไม่สมหวัง ไม่สมปรารถนา หรือยังไม่ได้รับการเติมเต็ม เราจึงทุกข์เพื่อดิ้นรนให้ตัวเราได้รับการตอบสนองความต้องการต่างๆ เหล่านั้น เมื่อขั้นต่ำสุดได้รับความพึงพอใจแล้ว ก็ไปทุกข์ข้ออื่นที่เป็นความต้องการที่สูงขึ้นไปนั่นเอง แต่ถ้าเราอยู่ในระดับที่เราพอจะยอมรับได้เมื่อไหร่ การดิ้นรนก็เหนื่อยน้อยลง ความทุกข์ก็น้อยลงไปด้วย จึงเป็นอย่างที่คำพูดเก่าแก่ที่เรามักได้ยินอยู่เสมอว่า ให้เรารู้จักความพอดี แม้จะเป็นคำพูดที่เก่าแก่แล้วก็จริง แต่ก็ยังทันสมัยอยู่เสมอ อีกคำขอแถมซึ่งก็ได้ยินจนหลายคนเบื่อ คือ ปล่อยวาง นั่นแหละ คำพูดอมตะตลอดกาลที่สามารถช่วยให้เราคลายจากความทุกข์ได้
เรื่องของความทุกข์มีอีกมากมาย Happy Admin ขออนุญาตินำบทความจากเว็บไซต์ที่ผู้อื่นได้ทำไว้ดีแล้วมารวบรวมเพิ่มเติมส่วนท้ายนี้ เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่มีความทุกข์ เผื่อว่าจะช่วยให้เพื่อนๆ รู้สึกดีขึ้นนะคะ นี่ก็ใกล้จะปีใหม่แล้ว เราต้องรีบขจัดปัญหาใดๆ ที่ทำให้เรามีความทุกข์ เพื่อว่าเราจะมีความสุขต้อนรับปีใหม่กันนะคะ
* ลำดับแรกขอขอบคุณเว็บไซต์ของ Industrial Management Engineering, King Mongkut's University of Technology North Bangkok : http://www.kmitnbxmie8.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=5354814&Ntype=3 เพื่อนๆ สามารถแวะเข้ามาอ่านเรื่อง ทฤษฎีลำดับขั้นความต้องการ(Maslow’s Hierarchical Theory of Motivation) เพิ่มเติมได้ที่นี่นะคะ
* ความรักกับความทุกข์ โดยท่าน ว. วชิรเมธี Posted by YingeXtreme เว็บไซต์ http://www.oknation.net/blog/yingextreme/2009/09/17/entry-1
* ความทุกข์สร้างสิ่งมหัศจรรย์ Posted by พี่ชาย เว็บไซต์ http://www.love4home.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=109734&Ntype=4
* โชคดีที่มีความทุกข์ จากเว็บไซต์ http://www.pattanakit.net/index.php?lay=show&ac=article&Id=538707011&Ntype=128
* ทำให้ความทุกข์กลัวเรา โดยหนูดี วนิษา เรซ จากเว็บไซต์กรุงเทพธุรกิจ
* วิธีสลายความทุกข์ด้วยตัวเอง เว็บไซต์โรงพยาบาลจิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จิตใจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จิตใจ แสดงบทความทั้งหมด
วันอังคารที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
วันอาทิตย์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2553
เพื่อนๆ คะ...การปฏิบัติสมาธิตามแนวทางพุทธศาสนามีถึง 40 วิธีหลักๆ ค่ะ
Happy Admin เคยได้ถามครูบาอาจารย์ถึงวิธีการปฏิบัติสมาธิตามแนวทางพุทธศาสนานั้นอาจมีแยกย่อยมากกว่า 40 วิธีเสียอีก แต่ที่ส่วนใหญ่นำมาสอนกันนั้นจะสรุปรวมอยู่ใน 40 วิธีหลักๆ หรือที่บางตำราเรียกว่าการปฏิบัติกรรมฐานมี 40 กองนั่นเอง กรรมฐาน หมายถึงที่ตั้งแห่งการงาน อารมณ์ที่เป็นที่ตั้งแห่งการงานของใจ อุบายทางใจ มี 2 แนวทางคือ
1. สมถกรรมฐาน หมายถึงงานฝึกจิตให้สงบ หรืออุบายสงบใจมี 40 วิธี มีวัตถุประสงค์คือ ทำให้จิตสงบ ระงับจากกิเลสที่เรียกว่านิวรณ์ 5 อันเป็นกิเลสที่กั้นจิตใจจากความดี
2. วิปัสสนากรรมฐาน หมายถึงอุบายเรืองปัญญา เป็นการฝึกอบรมปัญญาให้รู้แจ้งเห็นชัดเห็นจริงเห็นตรงต่อสภาพความเป็นจริงของสิ่งทั้งหลายว่ามีความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป การเจริญวิปัสสนากรรมฐานนั้นเพื่อให้เกิดปัญญาเห็นแจ้งตรงต่อความเป็นจริง จนสามารถถอนความหลงผิดยึดติดในสิ่งทั้งหลายได้ การเวียนว่ายตายเกิดจะได้สั้นเข้าและจบสิ้นในที่สุด
กรรมฐาน 40 กองมีอะไรบ้าง
ก. กสิณ 10
กสิณ หมายถึง วัตถุอันจูงใจให้เข้าไปผูกอยู่ ทำให้คุมใจได้มั่น จิตใจไม่ฟุ้งซ่านซัดส่าย การเจริญกสิณ 10 มี 10 อย่างคือ
1. ปฐวีกสิณ = กสิณดิน
2. อาโปกสิณ = กสิณน้ำ
3. เตโชกสิณ = กสิณไฟ
4. วาโยกสิณ = กสิณลม
5. นีลกสิณ = กสิณสีเขียว
6. ปิตกสิณ = กสิณสีเหลือง
7. โลหิตกสิณ = กสิณสีแดง
8. โอทาตกสิณ = กสิณสีขาว
9. อาโลกกสิณ = กสิณแสงสว่าง, แสงไฟ
10.อากาสกสิณ = กสิณที่ว่าง, อากาศ
ข. อสุภ 10
อสุภ หมายถึงไม่สวยงาม มุ่งหมายถึงความเปลี่ยนแปลงของร่างกายของคนที่ตายไป การเจริญอสุภกรรมฐานคือการพิจารณาซากศพในลักษณะต่างๆ กัน 10 ลักษณะ ให้เห็นความน่าเกลียดไม่สวยงาม ได้แก่
1. ซากศพที่ขึ้นอืดพอง
2. ซากศพที่มีสีเขียวคล้ำ
3. ซากศพที่มีน้ำเหลืองแตกปริ
4. ซากศพที่ถูกฟันขาดออกจากกันเป็น 2 ท่อน
5. ซากศพที่ถูกสัตว์ เช่น สุนัข กา แร้ง ทึ้งแย่ง
6. ซากศพที่กระจายเรี่ยราด ศรีษะ มือ เท้า อยู่คนละทาง
7. ซากศพที่ถูกสับฟันด้วยมีด ถูกแทงด้วยหอก
8. ซากศพที่มีเลือดไหลอาบ
9. ซากศพที่มีหนอนไชอยู่ทั่วร่าง
10.ซากศพที่เหลือแต่กระดูก
ค. อนุสติ 10
อนุสติ คือการระลึกถึงอยู่เนืองๆ เสมอๆ มีสติระลึกถึง มี 10 อย่างคือ
1. พุทธานุสติ ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์
2. ธัมมานุสติ ระลึกถึงคุณของพระธรรมเป็นอารมณ์
3. สังฆานุสติ ระลึกถึงคุณของพระสงฆ์เป็นอารมณ์
4. สีลานุสติ ระลึกถึงศีลที่ตนรักษาเป็นอารมณ์
5. จาคานุสติ ระลึกถึงทานที่ตนบริจาคเป็นอารมณ์
6. เทวตานุสติ ระลึกถึงคุณธรรมของเทวดาเป็นอารมณ์
7. อุปสมานุสติ ระลึกถึงคุณของพระนิพพานเป็นอารมณ์
8. มรณสติ ระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์
9. กายคตาสติ ระลึกถึงลักษณะอาการของกายส่วนต่างๆ เป็นอารมณ์
10.อานาปานสติ ระลึกถึงลมหายใจเข้าออกเป็นอารมณ์
ง. พรหมวิหาร 4
พรหมวิหาร หมายถึง ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพรหม คือคุณธรรมที่ทำให้เป็นพรหม หรือคุณธรรมที่พรหมมีอยู่ ได้แก่
1. เมตตา คือความปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุข
2. กรุณา คือความสงสาร ความปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์
3. มุทิตา คือความพลอยยินดี เมื่อเห็นผู้อื่นได้ดีมีสุข
4. อุเบกขา คือ ความวางเฉย ทำใจเป็นกลาง ไม่ยินดียินร้าย ไม่ดีใจเสียใจเมื่อได้พิจารณาแล้วเห็นว่าผลที่เกิดขึ้นหรือสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นสมควรแก่เหตุ
จ.อาหาเรปฏิกูลสัญญา คือการพิจารณาความเป็นปฏิกูลในอาหาร กำหนดหมายว่าอาหารที่บริโภคเป็นสิ่งปฏิกูล เพื่อจะได้ไม่ยินดีในรสอาหาร บริโภคเพียงเพื่อดำรงชีวิตอยู่
ฉ. จตุธาตุวัฏฐาน
บางครั้งเรียกธาตุกรรมฐาน เป็นการกำหนดรู้ธาตุ 4 ภายในกายของเรา คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม พิจารณากายสักแต่ว่าเป็นธาตุ พิจารณาจนไม่เห็นความเป็นสัตว์ บุคคล หญิง ชาย เรา เขา
ช. อรูปกรรมฐาน 4
เป็นกรรมฐานที่ต้องได้รูปฌาน 4 ก่อนจึงจะปฏิบัติได้ จึงไม่ใช่กรรมฐานสำหรับคนที่ไม่มีพื้นฐาน ไม่ได้ฌานจะปฏิบัติได้ อรูปกรรมฐาน 4 ได้แก่
1. อากาสานัญจายตนะ กำหนดช่องว่างหรืออากาศหาที่สุดไม่ได้เป็นอารมณ์
2. วิญญาณัญจายตนะ กำหนดวิญญาณหาที่สุดไม่ได้เป็นอารมณ์
3. อากิญจัญญายตนะ กำหนดภาวะไม่มีอะไรเลยเป็นอารมณ์
4. เนวสัญญานาสัญญายตนะ เข้าถึงภาวะมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่
เพื่อนๆ คะ 40 วิธีหรือ 40 กองเยอะแยะไปหมด ในที่นี้ Happy Admin ขอนำเสนอเพื่ออธิบายรายละเอียดวิธีการปฏิบัติอันเป็นวิธีที่เพื่อนๆ น่าจะได้ยินหรือคุ้นเคยในการปฏิบัติอยู่บ้างแล้ว นั่นคือ อานาปานสติ ซึ่งเป็นกรรมฐานในหมวดของอนุสติ 10 นะคะและน่าจะถือได้ว่าเป็นกรรมฐานพื้นฐานที่ส่งเสริมให้การปฏิบัติวิธีอื่นได้ผลดีหรือสำเร็จเร็วขึ้นก็ว่าได้
อานาปานสติ หมายถึงสติที่เกิดขึ้นโดยมีการระลึกอยู่ในลมหายใจเข้าออก อานาปานสติ เป็นกรรมฐานในหมวดอนุสติ 10 และเป็นสติปัฏฐานด้วย การเจริญอานาปานสติจึงเป็นไปได้ทั้งสมถะและวิปัสสนา
วิธีการเจริญอานาปานสติ
การเจริญอานาปานสติ หากจะให้จิตสงบถึงระดับฌานต้องหาสถานที่ที่สงบสงัด ให้นั่งคู้บัลลังก์หรือนั่งขัดสมาธิ ตั้งกายให้ตรงอย่าค้อมมาข้างหน้าหรือแอ่นไปข้างหลัง เท้าขวาทับเท้าซ้าย มือขวาทับมือซ้าย นิ้วหัวแม่มือจรดกัน การนั่งในท่านี้มีผลดีคือทำให้ตัวตรง เลือดไหลเวียนได้สะดวก ลมหายใจเดินสะดวก นิ่งได้นาน สำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพที่ทำให้ไม่สามารถนั่งขัดสมาธิได้ จะนั่งห้อยเท้า นั่งบนเก้าอี้ก็ได้ ให้เลือกเอาอิริยาบถที่นั่งได้สบายพอดี ผ่อนคลาย ไม่ฝืนเกินไป และเป็นท่านั่งที่ทำให้นั่งได้นาน เมื่อนั่งไปเรียบร้อยแล้วให้หลับตาลงเบาๆ อย่าแกร่ง หายใจยาวๆ ลึกๆ ช้าๆ ที่เรียกว่าหายใจให้เต็มปอด ให้จิตใจโปร่งสบาย คอยกำหนดลมหายใจเข้าออกให้รู้ชัด รู้สึกตัวตลอดอย่าหลงลืมหรือเผลอสติ เมื่อหายใจออกก็รู้ว่าหายใจออก หายใจเข้าก็รู้ว่าหายใจเข้า หายใจเข้าออกยาวก็รู้ว่าหายใจเข้าออกยาว หายใจเข้าออกสั้นก็ให้รู้ว่าหายใจเข้าออกสั้น การกำหนดลมหายใจเข้าออกนี้ให้นับไปด้วยจะได้ไม่เผลอสติหรือลืมกำหนด
ก. การนับ แบ่งออกเป็น 2 ตอนคือ
1. ช่วงแรกๆ ให้นับช้าๆ อย่านับต่ำกว่า 5 และอย่านับให้เกิน 10 โดยนับเป็นคู่ๆ คือ
ลมออกนับ 1 ลมเข้านับ 1
ลมออกนับ 2 ลมเข้านับ 2
ลมออกนับ 3 ลมเข้านับ 3
ให้นับเช่นนี้จนถึง 5,5 แล้วตั้งต้นใหม่จนถึง 6,6 ย้อนนับตั้งแต่ต้นใหม่ถึง 7,7 จนถึง 10,10 แล้วย้อนมาที่ 5,5 ใหม่ดังนี้
1,1 2,2 3,3 4,4 5,5
1,1 2,2 3,3 4,4 5,5 6,6
1,1 2,2 3,3 4,4 5,5 6,6 7,7
1,1 2,2 3,3 4,4 5,5 6,6 7,7 8,8
1,1 2,2 3,3 4,4 5,5 6,6 7,7 8,8 9,9
1,1 2,2 3,3 4,4 5,5 6,6 7,7 8,8 9,9 10,10
1,1 2,2 3,3 4,4 5,5
2. ช่วงหลังให้นับเร็วขึ้น เมื่อลมหายใจชัดเจนแล้วให้เปลี่ยนจากนับช้าๆ มานับให้เร็วขึ้น ไม่ต้องเอาสติตามลมเข้าลมออก ให้เอาสติกำหนดการกระทบของลมที่ปลายจมูกหรือริมฝีปากบน แล้วแต่ว่าจะรู้สึกชัดเจนที่ไหน การนับไม่ต้องนับเป็นคู่ ให้นับ 1 ถึง 5 เลย แล้วเพิ่ม 1 ถึง 6 จน 1 ถึง 10 แล้วย้อนกลับมา 1 ถึง 5 ใหม่จนสติแน่วแน่
1,2,3,4,5
1,2,3,4,5,6
1,2,3,4,5,6,7
1,2,3,4,5,6,7,8
1,2,3,4,5,6,7,8,9
1,2,3,4,5,6,7,8,9,10
1,2,3,4,5,
ข. การติดตาม เมื่อสติอยู่กับลมหายใจแล้วไม่ต้องนับลมอีก แต่ดูให้การกระทบต่อจุดกระทบคือปลายจมูกหรือริมฝีปากบน ไม่ต้องตามลมเข้าลมออก จดจ่ออยู่เพียงจุดกระทบของลม เมื่อลมหายใจละเอียดเข้าๆ ความกระวนกระวาย ความเครียดก็สงบลงไป จิตจะเบา กายก็เบา เมื่อปฏิบัติต่อไปเรื่อยๆ ลมก็จะยิ่งละเอียดขึ้นๆ ๆ จนเหมือนลมหายไปไม่รู้สึกถึงลมกระทบเลย
สำหรับใครที่ปฏิบัติอานาปานสติอยู่แล้วแต่ไม่ได้เน้นการนับ ใช้การภาวนาพุทโธก็ดี สัมมาอรหังก็ดี ฯลฯ ควบคู่กับการดูลมหายใจถือเป็นการทำกรรมฐานทั้งอานาปานสติและพุทธานุสติไปด้วยในตัว อีกทั้งการปฏิบัติด้วยการเดินหรือที่เรียกกันคุ้นหูว่า เดินจงกรม แล้วดูลมหายใจไปด้วย ภาวนาไปด้วย จัดเป็นวิธีการปฏิบัติที่ดีอย่างนึงแถมช่วยผ่อนคลายความเมื่อยจากอิริยาบถนั่งได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
อานาปานสติเป็นกรรมฐานที่พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญและทรงปฏิบัติอยู่เสมอ เป็นบาทฐานไปสู่วิปัสสนา เป็นกรรมฐานที่ไม่ต้องจัดหาอุปกรณ์มาปฏิบัติ ต่างจากกรรมฐานอื่น เช่น กสิณ อสุภกรรมฐาน ที่ต้องหาอุปกรณ์จัดเตรียมการ เพราะอานาปานสติใช้เพียงลมหายใจที่มีอยู่แล้วกับตัวเรา และเป็นกรรมฐานที่ปฏิบัติแล้วเบาสบายปลอดโปร่ง ได้พักสมองพักกาย ไม่ต้องใช้สายตาเพ่งแบบกสิณ ไม่ต้องเครียด และเมื่อปฏิบัติไปจนลมหายใจละเอียด ร่างกายใช้พลังงานน้อยลง ได้พักผ่อนเหมือนกับการได้นอนหลับ ช่วยให้ทำงานได้มากขึ้นโดยไม่พักผ่อนมาก งานก็มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย
อีกเรื่องหนึ่งที่ไม่ควรข้ามไปจากบทความนี้ คือการเลือกกรรมฐานให้เหมาะกับจริตค่ะ เราต้องพิจารณาว่าอุปนิสัยของเราโน้มเอียงหรือหนักไปในทางใด มีหลักพิจารณาดังต่อไปนี้
1. คนราคจริต นิสัยหนักไปทางราคะ รักสวยรักงาม รักสะอาด พิถีพิถันเรื่องการแต่งตัว การบริโภคอาหารที่ดีๆ ทำการใดก็ทำอย่างมีระเบียบเรียบร้อยสวยงาม
- กรรมฐานที่ถูกกับอุปนิสัย คือ อสุภ 10 (พิจารณาซากศพ) และ กายคตาสติ (พิจารณากาย พิจารณาอาการ 32 ของกาย)
2. คนโทสจริต นิสัยหนักไปทางโทสะ ใจร้อนหงุดหงิด อารมณ์รุนแรง ทำการงานสะอาดแต่ไม่เรียบร้อย ตึงตังโครมคราม รับประทานอาหารเร็ว เดินเร็ว ฝีเท้าหนัก ชอบวิวาท
- กรรมฐานที่ถูกกับอุปนิสัย คือ พรหมวิหาร 4 กสิณสี 4 กลุ่ม (กสิณสีแดง กสิณสีขาว กสิณสีเขียว และกสิณสีเหลือง)
3. คนโมหจริต นิสัยหนักไปทางโมหะ ค่อนข้างเขลา เชื่อง่ายงมงาย เซื่องซึมไม่กระปรี้กระเปร่า เหม่อลอย ท้อถอย ไม่เข้มแข็ง ทำงานใดก็ทำอย่างหยาบๆ ไม่สะอาด ไม่เรียบร้อย ชอบเผลอสติ
- กรรมฐานที่ถูกกับอุปนิสัย คือ อานาปานสติ (การดูลมหายใจเข้าออก)
4. คนสัทธาจริต นิสัยหนักไปในทางศรัทธา น้อมใจเลื่อมใสได้ง่าย ไม่มีมารยา
- กรรมฐานที่ถูกกับอุปนิสัย คือ อนุสติ 6 (พุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสติ สีลานุสติ จาคานุสติ และเทวตานุสติ)
5. คนพุทธิจริต นิสัยหนักไปในทางชอบใช้เหตุผล สติปัญญา ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ ชอบศึกษา ครุ่นคิด
- กรรมฐานที่ถูกกับอุปนิสัย คือ มรณานุสติ อุปสมานุสติ จตุธาตุวัฏฐาน และอาหาเรปฏิกูลสัญญา
6. คนวิตกจริต นิสัยหนักไปในทางวิตกกังวล ย้ำคิด ฟุ้งซ่าน วาดวิมานในอากาศ กลัวไปล่วงหน้าทั้งที่เหตุการณ์ยังไม่เกิดขึ้น
- กรรมฐานที่ถูกกับอุปนิสัย คือ อานาปานสติ
ส่วนปฐวีกสิณ อาโปกสิณ เตโชกสิณ และ วาโยกสิณ และอรูปฌาน 4 เหมาะกับคนทุกจริต เมื่อเลือกเจริญสมาธิหรือปฏิบัติกรรมฐานแบบใดแล้วเห็นว่าเหมาะกับจริตของตนเอง ก็ไม่ควรโลเลเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ทำวิธีโน้นบ้าง ทำวิธีนี้บ้าง จนท้ายที่สุดสมาธิไม่ตั้งมั่นไม่เป็นเรื่องเป็นราว เมื่อได้วิธีการที่เหมาะกับจริตนิสัยของเราแล้วก็ควรตั้งใจปฏิบัติไปจนถึงที่สุดแห่งวิธีการหรือสมาธินั้นๆ
ส่วนเพื่อนๆ ที่นับถือศาสนาอื่นๆ ก็คงจะมีวิธีปฏิบัติสมาธิตามแนวทางของศาสนาอื่นอยู่แล้ว ทั้งการสวดมนต์ก็ดี การร่วมกันทำจิตใจให้สงบ และการร่วมร้องเพลงของศาสนานั้นก็ดี ทำให้เราได้ปฏิบัติสมาธิไปในตัวและยังได้ความเพลิดเพลินผ่อนคลายอีกด้วย ไม่ว่าเราจะใช้วิธีการใดหรือของศาสนาใดก็ตาม สำคัญอยู่ที่เราได้ทำได้ปฏิบัติจริงและทำอย่างสม่ำเสมอค่ะ นอกจากจะได้บุญกุศลแล้วยังทำให้เราคลายเครียด มีความสุข สังคมก็จะมีสันติสุขไปด้วยค่ะ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก:ผศ.ดร.นฤมล มารคแมน.การเจริญสมาธิตามแนวทางพุทธศาสนา.พิมพ์ครั้งที่ 2.กรุงเทพฯ.สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง,พศ.2544
1. สมถกรรมฐาน หมายถึงงานฝึกจิตให้สงบ หรืออุบายสงบใจมี 40 วิธี มีวัตถุประสงค์คือ ทำให้จิตสงบ ระงับจากกิเลสที่เรียกว่านิวรณ์ 5 อันเป็นกิเลสที่กั้นจิตใจจากความดี
2. วิปัสสนากรรมฐาน หมายถึงอุบายเรืองปัญญา เป็นการฝึกอบรมปัญญาให้รู้แจ้งเห็นชัดเห็นจริงเห็นตรงต่อสภาพความเป็นจริงของสิ่งทั้งหลายว่ามีความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป การเจริญวิปัสสนากรรมฐานนั้นเพื่อให้เกิดปัญญาเห็นแจ้งตรงต่อความเป็นจริง จนสามารถถอนความหลงผิดยึดติดในสิ่งทั้งหลายได้ การเวียนว่ายตายเกิดจะได้สั้นเข้าและจบสิ้นในที่สุด
กรรมฐาน 40 กองมีอะไรบ้าง
ก. กสิณ 10
กสิณ หมายถึง วัตถุอันจูงใจให้เข้าไปผูกอยู่ ทำให้คุมใจได้มั่น จิตใจไม่ฟุ้งซ่านซัดส่าย การเจริญกสิณ 10 มี 10 อย่างคือ
1. ปฐวีกสิณ = กสิณดิน
2. อาโปกสิณ = กสิณน้ำ
3. เตโชกสิณ = กสิณไฟ
4. วาโยกสิณ = กสิณลม
5. นีลกสิณ = กสิณสีเขียว
6. ปิตกสิณ = กสิณสีเหลือง
7. โลหิตกสิณ = กสิณสีแดง
8. โอทาตกสิณ = กสิณสีขาว
9. อาโลกกสิณ = กสิณแสงสว่าง, แสงไฟ
10.อากาสกสิณ = กสิณที่ว่าง, อากาศ
ข. อสุภ 10
อสุภ หมายถึงไม่สวยงาม มุ่งหมายถึงความเปลี่ยนแปลงของร่างกายของคนที่ตายไป การเจริญอสุภกรรมฐานคือการพิจารณาซากศพในลักษณะต่างๆ กัน 10 ลักษณะ ให้เห็นความน่าเกลียดไม่สวยงาม ได้แก่
1. ซากศพที่ขึ้นอืดพอง
2. ซากศพที่มีสีเขียวคล้ำ
3. ซากศพที่มีน้ำเหลืองแตกปริ
4. ซากศพที่ถูกฟันขาดออกจากกันเป็น 2 ท่อน
5. ซากศพที่ถูกสัตว์ เช่น สุนัข กา แร้ง ทึ้งแย่ง
6. ซากศพที่กระจายเรี่ยราด ศรีษะ มือ เท้า อยู่คนละทาง
7. ซากศพที่ถูกสับฟันด้วยมีด ถูกแทงด้วยหอก
8. ซากศพที่มีเลือดไหลอาบ
9. ซากศพที่มีหนอนไชอยู่ทั่วร่าง
10.ซากศพที่เหลือแต่กระดูก
ค. อนุสติ 10
อนุสติ คือการระลึกถึงอยู่เนืองๆ เสมอๆ มีสติระลึกถึง มี 10 อย่างคือ
1. พุทธานุสติ ระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์
2. ธัมมานุสติ ระลึกถึงคุณของพระธรรมเป็นอารมณ์
3. สังฆานุสติ ระลึกถึงคุณของพระสงฆ์เป็นอารมณ์
4. สีลานุสติ ระลึกถึงศีลที่ตนรักษาเป็นอารมณ์
5. จาคานุสติ ระลึกถึงทานที่ตนบริจาคเป็นอารมณ์
6. เทวตานุสติ ระลึกถึงคุณธรรมของเทวดาเป็นอารมณ์
7. อุปสมานุสติ ระลึกถึงคุณของพระนิพพานเป็นอารมณ์
8. มรณสติ ระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์
9. กายคตาสติ ระลึกถึงลักษณะอาการของกายส่วนต่างๆ เป็นอารมณ์
10.อานาปานสติ ระลึกถึงลมหายใจเข้าออกเป็นอารมณ์
ง. พรหมวิหาร 4
พรหมวิหาร หมายถึง ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของพรหม คือคุณธรรมที่ทำให้เป็นพรหม หรือคุณธรรมที่พรหมมีอยู่ ได้แก่
1. เมตตา คือความปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุข
2. กรุณา คือความสงสาร ความปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์
3. มุทิตา คือความพลอยยินดี เมื่อเห็นผู้อื่นได้ดีมีสุข
4. อุเบกขา คือ ความวางเฉย ทำใจเป็นกลาง ไม่ยินดียินร้าย ไม่ดีใจเสียใจเมื่อได้พิจารณาแล้วเห็นว่าผลที่เกิดขึ้นหรือสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นสมควรแก่เหตุ
จ.อาหาเรปฏิกูลสัญญา คือการพิจารณาความเป็นปฏิกูลในอาหาร กำหนดหมายว่าอาหารที่บริโภคเป็นสิ่งปฏิกูล เพื่อจะได้ไม่ยินดีในรสอาหาร บริโภคเพียงเพื่อดำรงชีวิตอยู่
ฉ. จตุธาตุวัฏฐาน
บางครั้งเรียกธาตุกรรมฐาน เป็นการกำหนดรู้ธาตุ 4 ภายในกายของเรา คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม พิจารณากายสักแต่ว่าเป็นธาตุ พิจารณาจนไม่เห็นความเป็นสัตว์ บุคคล หญิง ชาย เรา เขา
ช. อรูปกรรมฐาน 4
เป็นกรรมฐานที่ต้องได้รูปฌาน 4 ก่อนจึงจะปฏิบัติได้ จึงไม่ใช่กรรมฐานสำหรับคนที่ไม่มีพื้นฐาน ไม่ได้ฌานจะปฏิบัติได้ อรูปกรรมฐาน 4 ได้แก่
1. อากาสานัญจายตนะ กำหนดช่องว่างหรืออากาศหาที่สุดไม่ได้เป็นอารมณ์
2. วิญญาณัญจายตนะ กำหนดวิญญาณหาที่สุดไม่ได้เป็นอารมณ์
3. อากิญจัญญายตนะ กำหนดภาวะไม่มีอะไรเลยเป็นอารมณ์
4. เนวสัญญานาสัญญายตนะ เข้าถึงภาวะมีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่
เพื่อนๆ คะ 40 วิธีหรือ 40 กองเยอะแยะไปหมด ในที่นี้ Happy Admin ขอนำเสนอเพื่ออธิบายรายละเอียดวิธีการปฏิบัติอันเป็นวิธีที่เพื่อนๆ น่าจะได้ยินหรือคุ้นเคยในการปฏิบัติอยู่บ้างแล้ว นั่นคือ อานาปานสติ ซึ่งเป็นกรรมฐานในหมวดของอนุสติ 10 นะคะและน่าจะถือได้ว่าเป็นกรรมฐานพื้นฐานที่ส่งเสริมให้การปฏิบัติวิธีอื่นได้ผลดีหรือสำเร็จเร็วขึ้นก็ว่าได้
อานาปานสติ หมายถึงสติที่เกิดขึ้นโดยมีการระลึกอยู่ในลมหายใจเข้าออก อานาปานสติ เป็นกรรมฐานในหมวดอนุสติ 10 และเป็นสติปัฏฐานด้วย การเจริญอานาปานสติจึงเป็นไปได้ทั้งสมถะและวิปัสสนา
วิธีการเจริญอานาปานสติ
การเจริญอานาปานสติ หากจะให้จิตสงบถึงระดับฌานต้องหาสถานที่ที่สงบสงัด ให้นั่งคู้บัลลังก์หรือนั่งขัดสมาธิ ตั้งกายให้ตรงอย่าค้อมมาข้างหน้าหรือแอ่นไปข้างหลัง เท้าขวาทับเท้าซ้าย มือขวาทับมือซ้าย นิ้วหัวแม่มือจรดกัน การนั่งในท่านี้มีผลดีคือทำให้ตัวตรง เลือดไหลเวียนได้สะดวก ลมหายใจเดินสะดวก นิ่งได้นาน สำหรับผู้ที่มีปัญหาสุขภาพที่ทำให้ไม่สามารถนั่งขัดสมาธิได้ จะนั่งห้อยเท้า นั่งบนเก้าอี้ก็ได้ ให้เลือกเอาอิริยาบถที่นั่งได้สบายพอดี ผ่อนคลาย ไม่ฝืนเกินไป และเป็นท่านั่งที่ทำให้นั่งได้นาน เมื่อนั่งไปเรียบร้อยแล้วให้หลับตาลงเบาๆ อย่าแกร่ง หายใจยาวๆ ลึกๆ ช้าๆ ที่เรียกว่าหายใจให้เต็มปอด ให้จิตใจโปร่งสบาย คอยกำหนดลมหายใจเข้าออกให้รู้ชัด รู้สึกตัวตลอดอย่าหลงลืมหรือเผลอสติ เมื่อหายใจออกก็รู้ว่าหายใจออก หายใจเข้าก็รู้ว่าหายใจเข้า หายใจเข้าออกยาวก็รู้ว่าหายใจเข้าออกยาว หายใจเข้าออกสั้นก็ให้รู้ว่าหายใจเข้าออกสั้น การกำหนดลมหายใจเข้าออกนี้ให้นับไปด้วยจะได้ไม่เผลอสติหรือลืมกำหนด
ก. การนับ แบ่งออกเป็น 2 ตอนคือ
1. ช่วงแรกๆ ให้นับช้าๆ อย่านับต่ำกว่า 5 และอย่านับให้เกิน 10 โดยนับเป็นคู่ๆ คือ
ลมออกนับ 1 ลมเข้านับ 1
ลมออกนับ 2 ลมเข้านับ 2
ลมออกนับ 3 ลมเข้านับ 3
ให้นับเช่นนี้จนถึง 5,5 แล้วตั้งต้นใหม่จนถึง 6,6 ย้อนนับตั้งแต่ต้นใหม่ถึง 7,7 จนถึง 10,10 แล้วย้อนมาที่ 5,5 ใหม่ดังนี้
1,1 2,2 3,3 4,4 5,5
1,1 2,2 3,3 4,4 5,5 6,6
1,1 2,2 3,3 4,4 5,5 6,6 7,7
1,1 2,2 3,3 4,4 5,5 6,6 7,7 8,8
1,1 2,2 3,3 4,4 5,5 6,6 7,7 8,8 9,9
1,1 2,2 3,3 4,4 5,5 6,6 7,7 8,8 9,9 10,10
1,1 2,2 3,3 4,4 5,5
2. ช่วงหลังให้นับเร็วขึ้น เมื่อลมหายใจชัดเจนแล้วให้เปลี่ยนจากนับช้าๆ มานับให้เร็วขึ้น ไม่ต้องเอาสติตามลมเข้าลมออก ให้เอาสติกำหนดการกระทบของลมที่ปลายจมูกหรือริมฝีปากบน แล้วแต่ว่าจะรู้สึกชัดเจนที่ไหน การนับไม่ต้องนับเป็นคู่ ให้นับ 1 ถึง 5 เลย แล้วเพิ่ม 1 ถึง 6 จน 1 ถึง 10 แล้วย้อนกลับมา 1 ถึง 5 ใหม่จนสติแน่วแน่
1,2,3,4,5
1,2,3,4,5,6
1,2,3,4,5,6,7
1,2,3,4,5,6,7,8
1,2,3,4,5,6,7,8,9
1,2,3,4,5,6,7,8,9,10
1,2,3,4,5,
ข. การติดตาม เมื่อสติอยู่กับลมหายใจแล้วไม่ต้องนับลมอีก แต่ดูให้การกระทบต่อจุดกระทบคือปลายจมูกหรือริมฝีปากบน ไม่ต้องตามลมเข้าลมออก จดจ่ออยู่เพียงจุดกระทบของลม เมื่อลมหายใจละเอียดเข้าๆ ความกระวนกระวาย ความเครียดก็สงบลงไป จิตจะเบา กายก็เบา เมื่อปฏิบัติต่อไปเรื่อยๆ ลมก็จะยิ่งละเอียดขึ้นๆ ๆ จนเหมือนลมหายไปไม่รู้สึกถึงลมกระทบเลย
สำหรับใครที่ปฏิบัติอานาปานสติอยู่แล้วแต่ไม่ได้เน้นการนับ ใช้การภาวนาพุทโธก็ดี สัมมาอรหังก็ดี ฯลฯ ควบคู่กับการดูลมหายใจถือเป็นการทำกรรมฐานทั้งอานาปานสติและพุทธานุสติไปด้วยในตัว อีกทั้งการปฏิบัติด้วยการเดินหรือที่เรียกกันคุ้นหูว่า เดินจงกรม แล้วดูลมหายใจไปด้วย ภาวนาไปด้วย จัดเป็นวิธีการปฏิบัติที่ดีอย่างนึงแถมช่วยผ่อนคลายความเมื่อยจากอิริยาบถนั่งได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
อานาปานสติเป็นกรรมฐานที่พระพุทธองค์ทรงสรรเสริญและทรงปฏิบัติอยู่เสมอ เป็นบาทฐานไปสู่วิปัสสนา เป็นกรรมฐานที่ไม่ต้องจัดหาอุปกรณ์มาปฏิบัติ ต่างจากกรรมฐานอื่น เช่น กสิณ อสุภกรรมฐาน ที่ต้องหาอุปกรณ์จัดเตรียมการ เพราะอานาปานสติใช้เพียงลมหายใจที่มีอยู่แล้วกับตัวเรา และเป็นกรรมฐานที่ปฏิบัติแล้วเบาสบายปลอดโปร่ง ได้พักสมองพักกาย ไม่ต้องใช้สายตาเพ่งแบบกสิณ ไม่ต้องเครียด และเมื่อปฏิบัติไปจนลมหายใจละเอียด ร่างกายใช้พลังงานน้อยลง ได้พักผ่อนเหมือนกับการได้นอนหลับ ช่วยให้ทำงานได้มากขึ้นโดยไม่พักผ่อนมาก งานก็มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย
อีกเรื่องหนึ่งที่ไม่ควรข้ามไปจากบทความนี้ คือการเลือกกรรมฐานให้เหมาะกับจริตค่ะ เราต้องพิจารณาว่าอุปนิสัยของเราโน้มเอียงหรือหนักไปในทางใด มีหลักพิจารณาดังต่อไปนี้
1. คนราคจริต นิสัยหนักไปทางราคะ รักสวยรักงาม รักสะอาด พิถีพิถันเรื่องการแต่งตัว การบริโภคอาหารที่ดีๆ ทำการใดก็ทำอย่างมีระเบียบเรียบร้อยสวยงาม
- กรรมฐานที่ถูกกับอุปนิสัย คือ อสุภ 10 (พิจารณาซากศพ) และ กายคตาสติ (พิจารณากาย พิจารณาอาการ 32 ของกาย)
2. คนโทสจริต นิสัยหนักไปทางโทสะ ใจร้อนหงุดหงิด อารมณ์รุนแรง ทำการงานสะอาดแต่ไม่เรียบร้อย ตึงตังโครมคราม รับประทานอาหารเร็ว เดินเร็ว ฝีเท้าหนัก ชอบวิวาท
- กรรมฐานที่ถูกกับอุปนิสัย คือ พรหมวิหาร 4 กสิณสี 4 กลุ่ม (กสิณสีแดง กสิณสีขาว กสิณสีเขียว และกสิณสีเหลือง)
3. คนโมหจริต นิสัยหนักไปทางโมหะ ค่อนข้างเขลา เชื่อง่ายงมงาย เซื่องซึมไม่กระปรี้กระเปร่า เหม่อลอย ท้อถอย ไม่เข้มแข็ง ทำงานใดก็ทำอย่างหยาบๆ ไม่สะอาด ไม่เรียบร้อย ชอบเผลอสติ
- กรรมฐานที่ถูกกับอุปนิสัย คือ อานาปานสติ (การดูลมหายใจเข้าออก)
4. คนสัทธาจริต นิสัยหนักไปในทางศรัทธา น้อมใจเลื่อมใสได้ง่าย ไม่มีมารยา
- กรรมฐานที่ถูกกับอุปนิสัย คือ อนุสติ 6 (พุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสติ สีลานุสติ จาคานุสติ และเทวตานุสติ)
5. คนพุทธิจริต นิสัยหนักไปในทางชอบใช้เหตุผล สติปัญญา ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ ชอบศึกษา ครุ่นคิด
- กรรมฐานที่ถูกกับอุปนิสัย คือ มรณานุสติ อุปสมานุสติ จตุธาตุวัฏฐาน และอาหาเรปฏิกูลสัญญา
6. คนวิตกจริต นิสัยหนักไปในทางวิตกกังวล ย้ำคิด ฟุ้งซ่าน วาดวิมานในอากาศ กลัวไปล่วงหน้าทั้งที่เหตุการณ์ยังไม่เกิดขึ้น
- กรรมฐานที่ถูกกับอุปนิสัย คือ อานาปานสติ
ส่วนปฐวีกสิณ อาโปกสิณ เตโชกสิณ และ วาโยกสิณ และอรูปฌาน 4 เหมาะกับคนทุกจริต เมื่อเลือกเจริญสมาธิหรือปฏิบัติกรรมฐานแบบใดแล้วเห็นว่าเหมาะกับจริตของตนเอง ก็ไม่ควรโลเลเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ทำวิธีโน้นบ้าง ทำวิธีนี้บ้าง จนท้ายที่สุดสมาธิไม่ตั้งมั่นไม่เป็นเรื่องเป็นราว เมื่อได้วิธีการที่เหมาะกับจริตนิสัยของเราแล้วก็ควรตั้งใจปฏิบัติไปจนถึงที่สุดแห่งวิธีการหรือสมาธินั้นๆ
ส่วนเพื่อนๆ ที่นับถือศาสนาอื่นๆ ก็คงจะมีวิธีปฏิบัติสมาธิตามแนวทางของศาสนาอื่นอยู่แล้ว ทั้งการสวดมนต์ก็ดี การร่วมกันทำจิตใจให้สงบ และการร่วมร้องเพลงของศาสนานั้นก็ดี ทำให้เราได้ปฏิบัติสมาธิไปในตัวและยังได้ความเพลิดเพลินผ่อนคลายอีกด้วย ไม่ว่าเราจะใช้วิธีการใดหรือของศาสนาใดก็ตาม สำคัญอยู่ที่เราได้ทำได้ปฏิบัติจริงและทำอย่างสม่ำเสมอค่ะ นอกจากจะได้บุญกุศลแล้วยังทำให้เราคลายเครียด มีความสุข สังคมก็จะมีสันติสุขไปด้วยค่ะ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก:ผศ.ดร.นฤมล มารคแมน.การเจริญสมาธิตามแนวทางพุทธศาสนา.พิมพ์ครั้งที่ 2.กรุงเทพฯ.สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง,พศ.2544
วันพฤหัสบดีที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2553
มาทำสมาธิเพื่อคลายเครียด ทำให้จิตนุ่มนวลควรแก่งานกันเถอะ...
ช่วงนี้ยังอยู่ในช่วงเข้าพรรษา หลายๆ คนก็จะเน้นทำบุญทำความดีต่างๆ เพื่อเป็นสิริมงคลที่ดีในการดำเนินชีวิต เพื่อนๆ คะ การทำบุญนั้นเป็นสิ่งที่ช่วยให้เราสบายใจได้ ยิ่งการทำบุญด้วยการทำสมาธิ ยิ่งช่วยคลายเครียด คลายจากความทุกข์ทั้งกายและใจได้ลองอ่านข้อมูลนี้ดูนะคะ เผื่อว่าจะมีเพื่อนๆ ท่านใดมีงานยุ่งมากหรือมีความเครียดอะไรอยู่จะได้หันมาปฏิบัติสมาธิดูบ้างนะคะ นอกจากจะได้บุญกุศลแล้วยังช่วยให้คลายเครียดและจิตใจเป็นสุขขึ้นค่ะ
สมาธิ คือการที่จิตตั้งมั่น สงบ แน่วแน่ ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ซัดส่าย ไม่หวั่นไหวกับอารมณ์ภายนอกที่มากระทบ เป็นการกำหนดจิตแน่วแน่อยู่ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงเรื่องเดียวไม่ให้ฟุ้งซ่านไปเป็นอื่น สมาธิจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องมีในการทำงานทุกอย่าง แต่การที่จะเกิดสมาธิขึ้นได้นี้ต้องมีการฝึกหัด สมาธิธรรมดาที่มีอยู่นั้นไม่พอเพียงเพราะบางครั้งเมื่อมีเรื่องหรือปัญหาภายนอกมากระทบใจ จิตใจของเราอ่อนแอ หวั่นไหว กระสับกระส่าย ก็ยากจะรวมใจรวมสมาธิมาจดจ่อกับการงานได้ บางครั้งเกิดอารมณ์โกรธ อารมณ์รัก อารมณ์หลง จนรวมใจไม่ได้ ปล่อยใจให้เพริดไปกับอารมณ์เหล่านั้นทำการงานไม่ได้เป็นสัปดาห์เป็นเดือนก็มี คนที่มีสมาธิ มีจิตสงบตั้งมั่นดี ก็คือคนที่มีสุขภาพจิตดี สามารถควบคุมให้ใจมาจดจ่อกับสิ่งที่ตนต้องการได้ ไม่หวั่นไหวง่ายๆ เปรียบคนมีสมาธิกับคนที่มีร่างกายแข็งแรง รักษาสุขภาพอย่างดี เมื่อมีเชื้อโรคหรือโรคภัยใดๆ มาเบียดเบียน คนแข็งแรงสมบูรณ์ย่อมจะไม่ล้มเจ็บลงโดยง่าย ยังสามารถทำงานทำหน้าที่ได้ต่อไป คนมีสมาธิตั้งมั่น เมื่อมีสิ่งภายนอกมากระทบ (ซึ่งมีมาประจำทุกวันอยู่แล้วในชีวิตจริง ไม่ว่าจะเป็นเสียงรบกวน หรือเรื่องราวต่างๆ) ก็ยังคงทำงานได้โดยจิตใจไม่กระสับกระส่าย หรือพลุ่งพล่านไปตามสิ่งที่มากระทบนั้น นอกจากนี้คนที่ฝึกหัดสมาธิก็เปรียบกับคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อให้สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงอยู่เสมอ การฝึกหัดสมาธิจึงฝึกเพื่อแก้อารมณ์และกิเลสของใจที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและเป็นการฝึกใจให้มีพลังของสมาธิมากขึ้น คนที่ฝึกสมาธิมาแล้วตามสมควร เมื่อเกิดอารมณ์และกิเลสต่างๆ ก็จะระงับใจได้ไม่ลุแก่อำนาจของอารมณ์และกิเลส ทำให้ทำงานต่อไปได้ ทั้งจิตใจก็จะตั้งมั่นมากขึ้น เมื่อประกอบภารกิจใดๆ จิตใจจะจดจ่อกับงานมีพลังในการทำงานมากขึ้น
ลักษณะและอาการของจิตที่เป็นสมาธิ
จิตที่เป็นสมาธิ คือจิตที่มีคุณภาพดี มีสมรรถภาพสูง จะมีลักษณะดังนี้
1. แข็งแรง มีพลังมาก ท่านเปรียบไว้ว่าเหมือนกระแสน้ำที่ถูกควบคุมให้ไหลพุ่งไปในทิศทางเดียว ย่อมมีกำลังแรงกว่าน้ำที่ถูกปล่อยให้ไหลพร่ากระจายออกไป
2. ราบเรียบ สงบซึ้ง เหมือนสระหรือบึงใหญ่ที่มีน้ำนิ่ง ไม่มีลมพัดต้องไม่มีสิ่งรบกวนให้กระเพื่อมไหว
3. ใส กระจ่าง มองเห็นอะไรๆ ได้ชัด เหมือนน้ำสงบนิ่ง ไม่เป็นริ้วคลื่นและฝุ่นละอองที่มีก็ตกตะกอนนอนก้นหมด
4. นุ่มนวล ควรแก่งาน หรือเหมาะแก่การใช้งานเพราะไม่เครียด ไม่กระด้าง ไม่วุ่น ไม่ขุ่นมัว ไม่สับสน ไม่เร่าร้อน ไม่กระวนกระวาย
ประโยชน์ของสมาธิ
ในยุคปัจจุบัน ที่ผู้คนมีความเครียด มีความวิตกกังวลกันมาก โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ ที่สับสนและต้องแข่งกับเวลา มีผู้คนจำนวนไม่น้อยพยายามหาทางคลายความเครียด คลายความวิตกกังวลโดยการเจริญสมาธิ สมาธิมีประโยชน์ทำให้จิตใจสงบนิ่ง ไม่สับสน ไม่กังวล ได้อย่างแท้จริง เมื่อจิตสงบไม่กังวลก็ไม่เครียด และสามารถใช้ความสงบของจิตในการพิจารณาแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างดีอีกด้วย แต่สมาธิไม่ได้มีประโยชน์เพียงเพื่อคลายความเครียด ความวิตกกังวลเท่านั้น ยังมีประโยชน์อีกมากมายหลายประการ ที่สำคัญที่สุดคือ สมาธิ หรือสัมมาสมาธิ เป็นสิ่งสำคัญในการบรรลุมรรคผลนิพพาน เป็นองค์หนึ่งในอริยมรรคมีองค์แปด พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงไว้ว่า "สมาธิภาวนาที่เจริญแล้ว ทำให้มากแล้วย่อมเป็นไปเพื่อทิฏฐธรรมสุขวิหาร (การอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน) สมาธิภาวนาที่เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อการได้ญาณทัสสนะ สมาธิภาวนาที่เจริญแล้ว ทำให้มากแล้วย่อมเป็นไปเพื่อสติสัมปชัญญะ สมาธิภาวนาที่เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย"
ข้อความดังกล่าว แสดงว่าสมาธิภาวนาทำให้อยู่เป็นสุข นำไปสู่การได้ปัญญาเห็นแจ้ง นำไปสู่ความมีสติสัมปชัญญะ และนำไปสู่การประหารกิเลสให้หมดไปในที่สุด
พระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตโต) ได้รวบรวมประโยชน์ของสมาธิไว้ 4 ประการ จึงนำมาแสดง (สรุป)ในที่นี้คือ
ก. ประโยชน์ที่เป็นจุดหมายหรือเป็นอุดมคติทางศาสนา คือสมาธิเป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งในการปฏิบัติเพื่อให้หลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวง
1. ประโยชน์ที่ตรงแท้ของข้อนี้คือ สมาธิเป็นบาทหรือเป็นพื้นแห่งวิปัสสนา (การเตรียมจิตให้พร้อมที่จะใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นให้รู้แจ้งสภาวะธรรมของความเป็นจริง) ซึ่งจะนำไปสู่พระนิพพานได้ในที่สุด
2. ประโยชน์ที่รองลงมา คือทำให้จิตหลุดพ้นจากอำนาจของกิเลสชั่วคราวด้วยการกด การข่ม และทับ นิวรณ์ 5 ไว้ได้ตลอดเวลาที่ยังอยู่สมาธิ
ข. ประโยชน์ในด้านการสร้างความสามารถพิเศษเหนือสามัญวิสัย หรือเรียกว่าประโยชน์ในด้านอภิญญา
ค. ประโยชน์ในด้านสุขภาพจิตและการพัฒนาบุคคลิกภาพ เช่นทำให้เป็นผู้มีจิตใจและบุคคลิกลักษณะเข้มแข็ง หนักแน่น มั่นคง สงบ เยือกเย็น สุภาพ นิ่มนวล สดชื่น ผ่องใส กระฉับกระเฉง เบิกบาน งามสง่า มีเมตตากรุณา มองดูรู้จักตนเองและผู้อื่นตามความเป็นจริง (ตรงข้ามกับลักษณะของคนมีนิวรณ์ เช่น อ่อนไหว ติดใจ หลงใหลง่าย หยาบกระด้าง ฉุนเฉียว เกรี้ยวกราด หงุดหงิด วู่วาม วุ่นวาย จุ้นจ้าน สอดแส่ ลุกลี้ลุกลน หรือหงอยเหงา เศร้าซึม ขี้หวาด ขี้ระแวง ลังเล) เตรียมจิตให้อยู่ในสภาพพร้อมและง่ายแก่การปลูกฝังคุณธรรมต่างๆ และเสริมสร้างนิสัยที่ดี รู้จักทำใจให้สงบและสะกดยั้งผ่อนเบาความทุกข์ที่เกิดขึ้นในใจได้ เรียกอย่างสมัยใหม่ว่า มีความมั่นคงทางอารมณ์และมีภูมิคุ้มกันโรคทางจิต...
ง. ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน เช่น
1. ช่วยทำให้จิตใจผ่อนคลายความเครียด เกิดความสงบหายกระวนกระวาย ยั้งหยุดจากความกลัดกลุ้มวิตกกังวล เป็นเครื่องพักผ่อนกาย ให้ใจสบายและมีความสุข
2. เป็นเครื่องเสริมประสิทธิภาพในการทำงาน การเล่าเรียนและการทำกิจทุกอย่าง เพราะจิตที่เป็นสมาธิแน่วแน่อยู่กับสิ่งที่กำลังกระทำ ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่วอกแวก ไม่เลื่อนลอย ย่อมช่วยให้เรียนให้คิด ให้ทำงานได้ผลดี การงานก็เป็นไปโดยรอบคอบ ไม่ผิดพลาดและป้องกันอุบัติเหตุได้ดี เพราะเมื่อมีสมาธิก็ย่อมมีสติกำกับอยู่ด้วย นั่นคือ จิตควรแก่งานหรือเหมาะแก่การใช้งาน
3. ช่วยเสริมสุขภาพกายและใช้แก้ไขโรคได้ ร่างกายกับจิตใจอาศัยกันและมีอิทธิพลต่อกัน ปุถุชนทั่วไปเมื่อกายไม่สบายจิตใจก็พลอยอ่อนแอเศร้าหมอง ขุ่นมัว ครั้นเสียใจไม่มีกำลังใจ ก็ยิ่งซ้ำให้โรคทางกายนั้นทรุดหนักลงไปอีก แม้ในเวลาที่ร่างกายเป็นปกติ พอประสบเรื่องราวให้เศร้าใจเสียใจรุนแรง ก็ล้มป่วยเจ็บไข้ไปได้ ส่วนผู้ที่มีจิตใจเข้มแข็งสมบูรณ์ (โดยเฉพาะท่านที่มีจิตหลุดพ้นเป็นอิสระแล้ว) เมื่อเจ็บป่วยกายก็ไม่สบายอยู่แค่กายเท่านั้น จิตใจไม่พลอยป่วยไปด้วย ยิ่งกว่านั้นกลับใช้ใจที่สบายมีกำลังจิตเข้มแข็งนั้นหันกลับมาส่งอิทธิพลบรรเทาหรือผ่อนเบาโรคทางกายได้อีกด้วย อาจทำให้โรคหายง่ายและไวขึ้น หรือแม้แต่ใช้กำลังสมาธิระงับทุกขเวทนาทางกายไว้ก็ได้ ผู้มีจิตใจผ่องใสเบิกบาน ย่อมช่วยให้กายเอิบอิ่มผิวพรรณผ่องใส สุขภาพกายดีเป็นภูมิต้านทานโรคไปในตัว
เมื่อเพื่อนๆ อ่านจบแล้วจะเห็นว่าสมาธินั้นมีประโยชน์มากเลยนะคะ เรามาเริ่มทำกันไม่ผลัดวันประกันพรุ่งดีกว่าค่ะ เริ่มเลยค่ะ ตั้งแต่การมีสมาธิในการทำภารกิจต่างๆ ในชีวิตประจำวัน มีสติรู้อยู่ตลอดเวลาว่ากำลังทำอะไรอยู่ กลับถึงบ้านค่ำนี้ก่อนนอนก็ทำกันซะหน่อย และตอนเช้าตื่นขึ้นมาก่อนไปทำงานก็ทำอีกครั้งนึงเพื่อเตรียมจิตใจให้พร้อมสำหรับวันใหม่ ต่อไป Happy Admin จะนำข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการทำสมาธิมาให้อ่านเพิ่มเติมค่ะ เพื่อเพื่อนๆ จะได้เลือกทำตามความถนัดและชอบวิธีใดก็ใช้วิธีที่เราชอบ จะได้ทำสมาธิแล้วมีความสุขและทำได้ระยะยาวค่ะ อ้าว...เริ่มทำกันเลยนะคะ แล้วก็ใครทำได้ยังไงไปถึงไหนแล้วก็ส่งข่าวมาบอก Happy Admin กันบ้างนะคะ เพื่อเราจะได้เป็นกำลังใจให้ซึ่งกันและกัน
ข้อมูล: ผศ.ดร.นฤมล มารคแมน.การเจริญสมาธิตามแนวทางพุทธศาสนา.พิมพ์ครั้งที่ 2.กรุงเทพฯ.สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง,พศ.2544
สมาธิ คือการที่จิตตั้งมั่น สงบ แน่วแน่ ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่ซัดส่าย ไม่หวั่นไหวกับอารมณ์ภายนอกที่มากระทบ เป็นการกำหนดจิตแน่วแน่อยู่ในสิ่งใดสิ่งหนึ่งเพียงเรื่องเดียวไม่ให้ฟุ้งซ่านไปเป็นอื่น สมาธิจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องมีในการทำงานทุกอย่าง แต่การที่จะเกิดสมาธิขึ้นได้นี้ต้องมีการฝึกหัด สมาธิธรรมดาที่มีอยู่นั้นไม่พอเพียงเพราะบางครั้งเมื่อมีเรื่องหรือปัญหาภายนอกมากระทบใจ จิตใจของเราอ่อนแอ หวั่นไหว กระสับกระส่าย ก็ยากจะรวมใจรวมสมาธิมาจดจ่อกับการงานได้ บางครั้งเกิดอารมณ์โกรธ อารมณ์รัก อารมณ์หลง จนรวมใจไม่ได้ ปล่อยใจให้เพริดไปกับอารมณ์เหล่านั้นทำการงานไม่ได้เป็นสัปดาห์เป็นเดือนก็มี คนที่มีสมาธิ มีจิตสงบตั้งมั่นดี ก็คือคนที่มีสุขภาพจิตดี สามารถควบคุมให้ใจมาจดจ่อกับสิ่งที่ตนต้องการได้ ไม่หวั่นไหวง่ายๆ เปรียบคนมีสมาธิกับคนที่มีร่างกายแข็งแรง รักษาสุขภาพอย่างดี เมื่อมีเชื้อโรคหรือโรคภัยใดๆ มาเบียดเบียน คนแข็งแรงสมบูรณ์ย่อมจะไม่ล้มเจ็บลงโดยง่าย ยังสามารถทำงานทำหน้าที่ได้ต่อไป คนมีสมาธิตั้งมั่น เมื่อมีสิ่งภายนอกมากระทบ (ซึ่งมีมาประจำทุกวันอยู่แล้วในชีวิตจริง ไม่ว่าจะเป็นเสียงรบกวน หรือเรื่องราวต่างๆ) ก็ยังคงทำงานได้โดยจิตใจไม่กระสับกระส่าย หรือพลุ่งพล่านไปตามสิ่งที่มากระทบนั้น นอกจากนี้คนที่ฝึกหัดสมาธิก็เปรียบกับคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำเพื่อให้สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงอยู่เสมอ การฝึกหัดสมาธิจึงฝึกเพื่อแก้อารมณ์และกิเลสของใจที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและเป็นการฝึกใจให้มีพลังของสมาธิมากขึ้น คนที่ฝึกสมาธิมาแล้วตามสมควร เมื่อเกิดอารมณ์และกิเลสต่างๆ ก็จะระงับใจได้ไม่ลุแก่อำนาจของอารมณ์และกิเลส ทำให้ทำงานต่อไปได้ ทั้งจิตใจก็จะตั้งมั่นมากขึ้น เมื่อประกอบภารกิจใดๆ จิตใจจะจดจ่อกับงานมีพลังในการทำงานมากขึ้น
ลักษณะและอาการของจิตที่เป็นสมาธิ
จิตที่เป็นสมาธิ คือจิตที่มีคุณภาพดี มีสมรรถภาพสูง จะมีลักษณะดังนี้
1. แข็งแรง มีพลังมาก ท่านเปรียบไว้ว่าเหมือนกระแสน้ำที่ถูกควบคุมให้ไหลพุ่งไปในทิศทางเดียว ย่อมมีกำลังแรงกว่าน้ำที่ถูกปล่อยให้ไหลพร่ากระจายออกไป
2. ราบเรียบ สงบซึ้ง เหมือนสระหรือบึงใหญ่ที่มีน้ำนิ่ง ไม่มีลมพัดต้องไม่มีสิ่งรบกวนให้กระเพื่อมไหว
3. ใส กระจ่าง มองเห็นอะไรๆ ได้ชัด เหมือนน้ำสงบนิ่ง ไม่เป็นริ้วคลื่นและฝุ่นละอองที่มีก็ตกตะกอนนอนก้นหมด
4. นุ่มนวล ควรแก่งาน หรือเหมาะแก่การใช้งานเพราะไม่เครียด ไม่กระด้าง ไม่วุ่น ไม่ขุ่นมัว ไม่สับสน ไม่เร่าร้อน ไม่กระวนกระวาย
ประโยชน์ของสมาธิ
ในยุคปัจจุบัน ที่ผู้คนมีความเครียด มีความวิตกกังวลกันมาก โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ ที่สับสนและต้องแข่งกับเวลา มีผู้คนจำนวนไม่น้อยพยายามหาทางคลายความเครียด คลายความวิตกกังวลโดยการเจริญสมาธิ สมาธิมีประโยชน์ทำให้จิตใจสงบนิ่ง ไม่สับสน ไม่กังวล ได้อย่างแท้จริง เมื่อจิตสงบไม่กังวลก็ไม่เครียด และสามารถใช้ความสงบของจิตในการพิจารณาแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างดีอีกด้วย แต่สมาธิไม่ได้มีประโยชน์เพียงเพื่อคลายความเครียด ความวิตกกังวลเท่านั้น ยังมีประโยชน์อีกมากมายหลายประการ ที่สำคัญที่สุดคือ สมาธิ หรือสัมมาสมาธิ เป็นสิ่งสำคัญในการบรรลุมรรคผลนิพพาน เป็นองค์หนึ่งในอริยมรรคมีองค์แปด พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงไว้ว่า "สมาธิภาวนาที่เจริญแล้ว ทำให้มากแล้วย่อมเป็นไปเพื่อทิฏฐธรรมสุขวิหาร (การอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน) สมาธิภาวนาที่เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อการได้ญาณทัสสนะ สมาธิภาวนาที่เจริญแล้ว ทำให้มากแล้วย่อมเป็นไปเพื่อสติสัมปชัญญะ สมาธิภาวนาที่เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย"
ข้อความดังกล่าว แสดงว่าสมาธิภาวนาทำให้อยู่เป็นสุข นำไปสู่การได้ปัญญาเห็นแจ้ง นำไปสู่ความมีสติสัมปชัญญะ และนำไปสู่การประหารกิเลสให้หมดไปในที่สุด
พระราชวรมุนี (ประยุทธ์ ปยุตโต) ได้รวบรวมประโยชน์ของสมาธิไว้ 4 ประการ จึงนำมาแสดง (สรุป)ในที่นี้คือ
ก. ประโยชน์ที่เป็นจุดหมายหรือเป็นอุดมคติทางศาสนา คือสมาธิเป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งในการปฏิบัติเพื่อให้หลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ทั้งปวง
1. ประโยชน์ที่ตรงแท้ของข้อนี้คือ สมาธิเป็นบาทหรือเป็นพื้นแห่งวิปัสสนา (การเตรียมจิตให้พร้อมที่จะใช้ปัญญาพิจารณาให้เห็นให้รู้แจ้งสภาวะธรรมของความเป็นจริง) ซึ่งจะนำไปสู่พระนิพพานได้ในที่สุด
2. ประโยชน์ที่รองลงมา คือทำให้จิตหลุดพ้นจากอำนาจของกิเลสชั่วคราวด้วยการกด การข่ม และทับ นิวรณ์ 5 ไว้ได้ตลอดเวลาที่ยังอยู่สมาธิ
ข. ประโยชน์ในด้านการสร้างความสามารถพิเศษเหนือสามัญวิสัย หรือเรียกว่าประโยชน์ในด้านอภิญญา
ค. ประโยชน์ในด้านสุขภาพจิตและการพัฒนาบุคคลิกภาพ เช่นทำให้เป็นผู้มีจิตใจและบุคคลิกลักษณะเข้มแข็ง หนักแน่น มั่นคง สงบ เยือกเย็น สุภาพ นิ่มนวล สดชื่น ผ่องใส กระฉับกระเฉง เบิกบาน งามสง่า มีเมตตากรุณา มองดูรู้จักตนเองและผู้อื่นตามความเป็นจริง (ตรงข้ามกับลักษณะของคนมีนิวรณ์ เช่น อ่อนไหว ติดใจ หลงใหลง่าย หยาบกระด้าง ฉุนเฉียว เกรี้ยวกราด หงุดหงิด วู่วาม วุ่นวาย จุ้นจ้าน สอดแส่ ลุกลี้ลุกลน หรือหงอยเหงา เศร้าซึม ขี้หวาด ขี้ระแวง ลังเล) เตรียมจิตให้อยู่ในสภาพพร้อมและง่ายแก่การปลูกฝังคุณธรรมต่างๆ และเสริมสร้างนิสัยที่ดี รู้จักทำใจให้สงบและสะกดยั้งผ่อนเบาความทุกข์ที่เกิดขึ้นในใจได้ เรียกอย่างสมัยใหม่ว่า มีความมั่นคงทางอารมณ์และมีภูมิคุ้มกันโรคทางจิต...
ง. ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน เช่น
1. ช่วยทำให้จิตใจผ่อนคลายความเครียด เกิดความสงบหายกระวนกระวาย ยั้งหยุดจากความกลัดกลุ้มวิตกกังวล เป็นเครื่องพักผ่อนกาย ให้ใจสบายและมีความสุข
2. เป็นเครื่องเสริมประสิทธิภาพในการทำงาน การเล่าเรียนและการทำกิจทุกอย่าง เพราะจิตที่เป็นสมาธิแน่วแน่อยู่กับสิ่งที่กำลังกระทำ ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่วอกแวก ไม่เลื่อนลอย ย่อมช่วยให้เรียนให้คิด ให้ทำงานได้ผลดี การงานก็เป็นไปโดยรอบคอบ ไม่ผิดพลาดและป้องกันอุบัติเหตุได้ดี เพราะเมื่อมีสมาธิก็ย่อมมีสติกำกับอยู่ด้วย นั่นคือ จิตควรแก่งานหรือเหมาะแก่การใช้งาน
3. ช่วยเสริมสุขภาพกายและใช้แก้ไขโรคได้ ร่างกายกับจิตใจอาศัยกันและมีอิทธิพลต่อกัน ปุถุชนทั่วไปเมื่อกายไม่สบายจิตใจก็พลอยอ่อนแอเศร้าหมอง ขุ่นมัว ครั้นเสียใจไม่มีกำลังใจ ก็ยิ่งซ้ำให้โรคทางกายนั้นทรุดหนักลงไปอีก แม้ในเวลาที่ร่างกายเป็นปกติ พอประสบเรื่องราวให้เศร้าใจเสียใจรุนแรง ก็ล้มป่วยเจ็บไข้ไปได้ ส่วนผู้ที่มีจิตใจเข้มแข็งสมบูรณ์ (โดยเฉพาะท่านที่มีจิตหลุดพ้นเป็นอิสระแล้ว) เมื่อเจ็บป่วยกายก็ไม่สบายอยู่แค่กายเท่านั้น จิตใจไม่พลอยป่วยไปด้วย ยิ่งกว่านั้นกลับใช้ใจที่สบายมีกำลังจิตเข้มแข็งนั้นหันกลับมาส่งอิทธิพลบรรเทาหรือผ่อนเบาโรคทางกายได้อีกด้วย อาจทำให้โรคหายง่ายและไวขึ้น หรือแม้แต่ใช้กำลังสมาธิระงับทุกขเวทนาทางกายไว้ก็ได้ ผู้มีจิตใจผ่องใสเบิกบาน ย่อมช่วยให้กายเอิบอิ่มผิวพรรณผ่องใส สุขภาพกายดีเป็นภูมิต้านทานโรคไปในตัว
เมื่อเพื่อนๆ อ่านจบแล้วจะเห็นว่าสมาธินั้นมีประโยชน์มากเลยนะคะ เรามาเริ่มทำกันไม่ผลัดวันประกันพรุ่งดีกว่าค่ะ เริ่มเลยค่ะ ตั้งแต่การมีสมาธิในการทำภารกิจต่างๆ ในชีวิตประจำวัน มีสติรู้อยู่ตลอดเวลาว่ากำลังทำอะไรอยู่ กลับถึงบ้านค่ำนี้ก่อนนอนก็ทำกันซะหน่อย และตอนเช้าตื่นขึ้นมาก่อนไปทำงานก็ทำอีกครั้งนึงเพื่อเตรียมจิตใจให้พร้อมสำหรับวันใหม่ ต่อไป Happy Admin จะนำข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการทำสมาธิมาให้อ่านเพิ่มเติมค่ะ เพื่อเพื่อนๆ จะได้เลือกทำตามความถนัดและชอบวิธีใดก็ใช้วิธีที่เราชอบ จะได้ทำสมาธิแล้วมีความสุขและทำได้ระยะยาวค่ะ อ้าว...เริ่มทำกันเลยนะคะ แล้วก็ใครทำได้ยังไงไปถึงไหนแล้วก็ส่งข่าวมาบอก Happy Admin กันบ้างนะคะ เพื่อเราจะได้เป็นกำลังใจให้ซึ่งกันและกัน
ข้อมูล: ผศ.ดร.นฤมล มารคแมน.การเจริญสมาธิตามแนวทางพุทธศาสนา.พิมพ์ครั้งที่ 2.กรุงเทพฯ.สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง,พศ.2544
วันจันทร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2553
เลี้ยงลูกอย่างไร? ไม่ให้เป็น "โรคเอาแต่ใจตัวเอง"

เชื่อว่าหลายบ้าน คงต้องปวดเศียรเวียนเกล้า เมื่อต้องพาเจ้าตัวเล็กออกไปนอกบ้าน โดยเฉพาะศูนย์การค้า ที่พอเดินผ่านของเล่น หรือของถูกใจ เป็นอันต้องร้องกรี๊ด ชักดิ้นชักงอลงกับพื้น เพราะพ่อแม่ไม่ยอมซื้อให้ ถือเป็นภาพสะท้อนการเลี้ยงลูกของครอบครัวไทย ที่เกิดจากการตามใจจนเกินเหตุ ส่งผลให้เด็กติดนิสัยเอาแต่ใจ ขี้วีน ก้าวร้าว และไม่มีเหตุผล
ปัญหาข้างต้น ทำเอาพ่อแม่ส่วนหนึ่งหนักใจไม่น้อย "รศ.นพ.ศิริไชย หงส์สงวนศรี" จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลรามาธิบดี อธิบายให้ฟังถึงอาการเอาแต่ใจของเด็กว่า มีอยู่ด้วยกัน 3 ระดับ คือ ระดับปกติ (เหมือนกับเด็กทั่วไป) ระดับมีปัญหาเล็กน้อย และระดับที่มีปัญหารุนแรง (ป่วยเป็นโรค) ซึ่งระดับที่ 3 นี้ จิตแพทย์ทั่วโลกจะมีเกณฑ์การวินิจฉัยว่า เป็นโรค Oppositional Defiant Disorder หรือ "โรคเอาแต่ใจ" ส่วนใหญ่พบในเด็ก 3 ขวบขึ้นไป และเกิดในเด็กผู้ชายมากกว่าผู้หญิง คิดเป็นสัดส่วน 9:1
"เด็กที่เป็นโรคเอาแต่ใจ จะมีอาการดื้อต่อต้านอย่างรุนแรง ทำอะไรก็หงุดหงิด โมโหง่าย ต่อต้านทุกอย่าง พ่อแม่พูดอะไรก็ไม่ฟัง บางครั้งก็อาละวาด หมายปองเจตนาร้าย รังแกผู้อื่น ทำลายข้าวของในบ้าน หากว่าเด็กคนไหนที่มีอาการดังกล่าวอย่างน้อย 4 ข้อ ในระยะเวลานาน 6 เดือน ถือว่าป่วยเป็นโรคเอาแต่ใจแล้ว" จิตแพทย์เด็ก และวัยรุ่นกล่าว
สำหรับปัจจัยที่ทำให้ลูกเป็นโรคเอาแต่ใจนั้น จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น บอกว่า เกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งทางด้านชีวภาพ เช่น บางคนเลี้ยงง่าย บางคนเลี้ยงยาก ซึ่งเกิดจากสมองส่วนหน้าที่ควบคุม ยับยั้งอารมณ์ และพฤติกรรมทำงานผิดปกติ จึงไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ และปัจจัยด้านการเลี้ยงดู ที่ทำให้สภาวะจิตใจของเด็ก แสดงพฤติกรรมต่อต้าน ดื้อ และก้าวร้าว โดยเฉพาะพ่อแม่ยุคใหม่ ที่ยังขาดทักษะ และแนวคิดที่ถูกต้องในการเลี้ยงลูก กลัวว่า ถ้าขัดใจ จะทำให้ลูกเครียด หงุดหงิด ก้าวร้าว ตลอดจนการใช้ความรุนแรง ทำให้เด็กมีนิสัยก้าวร้าว เอาแต่ใจ
"พ่อแม่ส่วนใหญ่มีเวลาให้กับลูกลดลง ความผูกพันทางอารมณ์ระหว่างเด็กกับพ่อแม่จะต้องอาศัยความใกล้ชิด โดยเฉพาะเด็ก 2-3 ขวบ พ่อแม่บางคนคิดว่าลูกยังรับรู้ และจดจำได้ไม่ดี จึงมองข้ามช่วงเวลานี้ไป ปล่อยให้ลูกดูโทรทัศน์ตามลำพัง ให้เล่นกับพี่เลี้ยง ตรงนี้เป็นการใช้เวลาอยู่ด้วยกันแค่ตัว แต่ใจไม่ได้อยู่ด้วยกัน หรือบางคนชดเชยด้วยสิ่งของ ทำให้เด็กคิดว่าความรักคือสิ่งของที่ได้มา พอวันหลังอยากได้ความรัก ก็จะเรียกร้องเอาสิ่งของ ส่งผลให้ความมั่นคงทางอารมณ์ของเด็กตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคเอาใจแต่ได้" จิตแพทย์เด็ก และวัยรุ่นเผย
ทางที่ดี จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น แนะนำว่า พ่อแม่ต้องหาสาเหตุของการเกิดโรคก่อน เช่น การกิน พ่อ แม่จะมีปัญหาในเรื่องนี้มาก ช่วงปีแรกเด็กจะสามารถกินได้มาก แต่พอเริ่มเข้าปี 2-3 เด็กจะกินได้น้อยลงเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่พ่อแม่ก็ไม่เข้าใจ บังคับให้ลูกกิน กลัวลูกหิว ก็จะตามป้อนข้าวอยู่ตลอดเวลา นี่เป็นการเลี้ยงลูกที่ไม่ได้ดูความต้องการของลูกเลย ซึ่งมันทำให้เด็กหงุดหงิด ส่งผลให้มีอาการดื้อเงียบ
"พ่อแม่จะต้องใช้ความพยายามในการสังเกตความต้องการของลูก ทั้งด้านกายภาพ และด้านจิตใจ ด้วยการสร้างบรรยากาศภายในบ้านให้เกิดความผูกพันระหว่างกันและกัน สร้างเวลาคุณภาพ ที่พ่อแม่ได้อยู่ใกล้ชิดกับลูก รวมทั้งเน้นกิจกรรมร่วมกัน ที่สำคัญฝึกใช้เหตุผลกับลูกจนเกิดเป็นนิสัย ควรใช้คำพูดที่สามารถเข้าใจง่าย ไม่ควรเน้นหลักการมากเกินไป"
สุดท้าย คุณหมอฝากแง่คิดไปถึงพ่อแม่ทุกคนว่า "ควรระลึกอยู่เสมอว่าสิ่งที่ลูกต้องการไม่ใช้สิ่งของหรือของเล่นราคาแพง แต่สิ่งที่ลูกต้องการ คือ ความรัก ความผูกพันที่พ่อแม่มอบให้กับลูก แม้ว่าสมองของลูกจะทำงานผิดปกติ อย่างไรก็ตามหากมีการดูแลของพ่อแม่อย่างใกล้ชิดและถูกต้อง เด็กๆ จะห่างไกลจากโรคนี้อย่างแน่นอน"
ข้อมูล โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 20 เมษายน 2553 14:00 น.
http://manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9530000054120
วันอังคารที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2553
เพื่อนๆ รู้จัก "นาฬิกาชีวิต" ไม๊คะ?

เรื่องของ"นาฬิกาชีวิต" เป็นเรื่องการดูแลสุขภาพที่เผยแพร่โดยอาจารย์ สุทธิวัสส์ คำภา ท่านเป็นนักธรรมชาติบำบัดที่มีพื้นฐานจากครอบครัวแพทย์แผนไทยประกอบกับมีประสบการณ์ในการสืบค้นภูมิปัญญาไทยตามแนวธรรมชาติบำบัดยาวนานกว่า 30 ปีทั่วประเทศ ได้ค้นคว้าการแพทย์ในพระไตรปิฏกของพุทธศาสนา และท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการใช้ลูกดิ่ง (Pendulum) สำหรับประเมินสภาวะสุขภาพผสมผสานกับความรู้เรื่องธรรมชาติบำบัดดังกล่าว อาจารย์ สุทธิวัสส์ ได้เผยแพร่ความรู้เรื่องสุขภาพ โรคภัยไข้เจ็บเกิดจากมูลเหตุตามพระไตรปิฏก คือ
1. กรรม 2. จิต 3. พลัง 4. ร่างกายและอาหาร
ความรู้เรื่องนาฬิกาชีวิตนี้ท่านได้เผยแพร่ไว้และมีผู้ศรัทธานำมาเผยแพร่ต่อๆ กันอย่างกว้างขวาง ซึ่งนับว่าเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมเป็นอย่างยิ่ง
การแพทย์ตะวันออกถือว่า กลางวันและกลางคืนมีความสัมพันธ์กับสุขภาพของมนุษย์อย่างแยกไม่ออก โดยมองลึกลงไปอีกว่า ช่วงเวลา 24 ชั่วโมงในหนึ่งวันนั้น ภายในร่างกายของมนุษย์ยังมีการไหลเวียนของพลังชีวิตที่ผ่านอวัยวะภายในของร่างกายซึ่งประกอบด้วย อวัยวะตันและอวัยวะกลวง
อวัยวะตัน หมายถึง หัวใจ เยื่อหุ้มหัวใจ ปอด ม้าม ตับ ไต
อวัยวะกลวง หมายถึง กระเพาะอาหาร ถุงน้ำดี ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก กระเพาะปัสสาวะ ระบบความร้อนของร่างกาย (ชานเจียว)
การไหลเวียนของพลังชีวิต (ลมปราณ) ที่ผ่านแต่ละอวัยวะนั้นจะใช้เวลาสองชั่วโมง ทั้งหมดมี 12 อวัยวะ รวม 24 ชั่วโมง คือ หนึ่งวัน เรียกว่า "นาฬิกาชีวิต"
การดำเนินชีวิตและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ จึงเป็นหลักฐานของการมีสุขภาพที่ดี และมีอายุยืน ปราศจากโรค โดยแบ่งเป็นช่วงเวลาดังนี้
01.00-03.00 น. เป็นช่วงเวลาของตับ ควรนอนหลับพักผ่อน ถ้าใครนอนหลับได้ดีเป็นประจำในช่วงเวลานี้ ตับจะหลั่งสารมีราโท
นิน (meratonine) เพื่อฆ่าเชื้อโรค ทำให้หน้าอ่อนกว่าวัย นอกจากร่างกายจะหลั่งสารมีราโทนินเป็นประจำแล้ว ยังหลั่งสารเอนโดรฟิน (endorphin) ออกมาด้วยจึงไม่ควรกินอาหารเพราะจะทำให้ตับทำงานหนักและเสื่อมเร็ว หน้าที่หลักของตับคือ ขจัดสารพิษในร่างกาย ส่วนหน้าที่รองคือ
1. ช่วยไตในการดูแลผม ขน เล็บ ถ้าตับมีปัญหา ผม ขน เล็บจะไม่สวย
2. ช่วยกระเพาะย่อยอาหาร ถ้ากินบ่อยๆ จะทำให้ตับทำงานหนัก ตับจะหลั่งน้ำย่อยออกมามากจึงไม่ได้ทำหน้าหลัก เป็นเหตุให้สารพิษตกค้างในตับ
03.00-05.00 น. เป็นช่วงเวลาของปอด จึงควรตื่นนอนลุกขึ้นเพื่อสูดอากาศที่บริสุทธิ์ และรับแสงแดดในยามเช้า ผู้ที่ตื่นนอนช่วงนี้เป็นประจำปอดจะดี ผิวดีขึ้น และจะเป็นคนที่มีอำนาจในตัว
05.00-07.00 น. เป็นช่วงเวลาที่ลำไส้ใหญ่ ควรขับถ่ายอุจจาระทำให้เป็นนิสัยทุกเช้า
07.00-09.00 น. เป็นช่วงเวลาของกระเพาะอาหาร กระเพาะอาหารจะทำงาน ถ้ากินอาหารเช้าในช่วงเวลานี้ทุกวัน กระเพาะอาหารจะแข็งแรง ถ้าปล่อยให้กระเพาะอาหารอ่อนแอ จะส่งผลให้เป็นคนตัดสินใจช้าขี้กังวล ขาไม่ค่อยมีแรง ปวดเข่า หน้าแก่เร็วกว่าวัย
09.00-11.00 น. เป็นช่วงเวลาของม้าม ม้ามจะอยู่ชายโครงด้านซ้าย มีหน้าที่ควบคุมเม็ดเลือดสร้างน้ำเหลือง ควบคุมไขมัน คนที่ปวดศรีษะบ่อยมักมาจากความผิดปกติของม้าม อาการเจ็บชายโครงสาเหตุมาจากม้ามกับตับ
11.00-13.00 น. เป็นช่วงเวลาของหัวใจ หัวใจทำงานหนักในช่วงเวลานี้ จึงควรหลีกเลี่ยงความเครียด เหตุที่ทำให้ต้องใช้ความคิดหนัก และหาทางระงับอารมณ์ตื่นเต้นหรืออาการตกใจให้ได้
13.00--15.00 น. เป็นช่วงเวลาของลำไส้เล็ก จึงควรงดการกินอาหารทุกประเภทเพื่อเปิดโอกาสให้ลำไส้ทำงาน ลำไส้เล็กมีหน้าที่ดูดซึมสารอาหารที่เป็นน้ำทุกชนิด เช่นวิตามินซี บี โปรตีน เพื่อสร้างกรดอะมิโนสร้างเซลส์สมอง ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ สร้างไข่สำหรับผู้หญิง ถ้ากรดอะมิโนน้อยไข่จะมาไม่ครบทุกเดือน
15.00-17.00 น. เป็นช่วงเวลาของกระเพาะปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะจะเกี่ยวข้องกับระบบความจำ ไทรอยด์ และระบบเพศทั้งหมด ช่วงเวลานี้ควรทำให้เหงื่อออก อาจจะออกกำลังกายหรืออบตัว กระเพาะปัสสาวะจะได้แข็งแรง การอั้นปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้เหงื่อที่ออกมามีกลิ่นเหม็นเหมือนปัสสาวะ
17.00-19.00 น. เป็นช่วงเวลาของไต จึงควรทำใจให้สดชื่น ไม่ง่วงเหงาหาวนอนในช่วงเวลานี้ ผู้ใดมีอาการง่วงนอนช่วงเวลานี้ แสดงว่ามีปัญหาเรื่องไตเสื่อม
19.00-21.00 น. เป็นช่วงเวลาของเยื่อหุ้มหัวใจ ช่วงเวลานี้ควรจะสวดมนต์ ทำสมาธิ
21.00-23.00 น. เป็นช่วงเวลาที่ต้องทำให้ร่างกายอบอุ่น จึงห้ามอาบน้ำเย็นในช่วงเวลานี้เพราะจะทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย อย่าไปตากลม เพราะเป็นช่วงที่ลมเป็นพิษ
23.00-01.00 น. เป็นช่วงเวลาของถุงน้ำดี (ถุงน้ำดีเป็นถุงสำรองเก็บน้ำย่อยที่ออกมาจากตับ) อวัยวะใดในร่างกายเมื่อขาดน้ำ จะมาดึงน้ำจากถุงน้ำดี ทำให้ถุงน้ำดีข้น เป็นผลให้อารมณ์ฉุนเฉียว สายตาเสื่อม เหงือกจะบวม ปวดฟัน นอนไม่หลับ ตื่นกลางดึก หรือตื่นเช้าจะจาม ดังนั้นควรดื่มน้ำก่อนเข้านอนหรือก่อนเวลา 23.00 น.
อ้างอิงข้อมูล: อาจารย์นวลฉวี ทรรพนันทน์. นาฬิกาชีวิต.เว็บไซต์ http://www.si.mahidol.ac.th/Th/division/shdp/admin/knowledges_files/5_27_1.pdf
รูปภาพประกอบ : ล้อเกวียน.เวลาชีวิต.พิมพ์ครั้งที่ 5.กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์กลั่นแก่น,สิงหาคม 2550.
ป้ายกำกับ:
จิตใจ,
นาฬิกาชีวิต,
น้ำ,
ร่างกาย,
สุขภาพ,
ออกกำลังกาย,
อารมณ์,
อาหาร
วันพฤหัสบดีที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
อ.ที่ 3 อารมณ์- วันนี้คุณอารมณ์ดีแล้วหรือยัง?
อารมณ์และจิตใจ
ดูแลรักษาอารมณ์ให้เบิกบานแจ่มใส และหาวิธีผ่อนคลายความเครียดเพื่อสุขภาพจิตที่ดี
สำหรับวันนี้ Happy Adminได้ค้นหาข้อมูลดีๆ มาให้อ่านกันเพื่อประโยชน์ในการผ่อนคลายความเครียดกันนะคะ จะได้อารมณ์ดีกันทุกคน และทุกๆ วันด้วยค่ะ
คิดอย่างไรไม่ให้เครียด
หาวิธีเพิ่มความสุขให้ตัวเรา
เครียด เป็นภาระที่ทุกคนไม่อยากประสบพบพาน แต่คงไม่มีใครที่ไม่เคยเครียด ดังนั้นมาหาวิธีการคิดเพื่อที่จะได้ไม่เครียดกันดีกว่า
1. คิดในแง่ยืดหยุ่นให้มากขึ้น อย่าเอาจริงเอาจัง เข้มงวดจับผิด หรือตัดสินถูกผิดตัวเอง หรือผู้อื่นตลอดเวลา รู้จักผ่อนหนัก ผ่อนเบา ผ่อนสั้น ผ่อนยาว ลดทิฐิมานะและที่สำคัญควรรู้จักการให้อภัยก็จะทำให้ชีวิตมีความสุขขึ้น และมีความเครียดน้อยลง
2. คิดอย่างมีเหตุผล ไม่ด่วนเชื่ออะไรง่ายๆ ไม่ด่วนสรุปอะไรง่ายๆ ให้พยายามใช้เหตุผลตรวจสอบข้อเท็จจริง ความเป็นไปได้ ไตร่ตรองให้รอบคอบ เพราะนอกจากจะไม่ทำให้ตกเป็นเหยื่อให้ใครหลอกเอาง่ายๆ แล้ว ยังสามารถตัดความกังวลใจเล็กๆ น้อยๆ ไปได้อีกด้วย
3. คิดหลายๆ แง่มุม มองหลายๆ ด้าน ทั้งด้านดีและไม่ดี พึงระลึกไว้เสมอว่า ทุกอย่างมีข้อดีและข้อไม่ดีประกอบกันทั้งสิ้น จึงไม่ควรมองด้านใดด้านหนึ่งเพียงด้านเดียวให้ใจเป็นทุกข์ และที่สำคัญ ควรหัดคิดหัดมองในมุมของคนอื่นด้วย อย่างที่เขาเรียกว่าเอาใจเขามาใส่ใจเรา ก็จะช่วยให้เรามองอะไรได้กว้างไกลกว่าเดิม
4. คิดแต่เรื่องดีๆ เพราะหากว่าเราคิดแต่เรื่องร้ายๆ เรื่องความล้มเหลวผิดหวังหรือเรื่องที่เป็นทุกข์ ก็จะทำให้เครียดมากขึ้น ควรคิดถึงเรื่องดีๆ ให้มากๆ นอกจากไม่ทำให้เครียดแล้วยังทำให้สบายใจมากขึ้นด้วย
5. คิดถึงคนอื่นบ้าง อย่าหมกมุ่นแต่เรื่องของตัวเองเท่านั้น เปิดใจให้กว้างรับรู้ความรู้สึกและความเป็นไปของคนอื่นและคนใกล้ชิด ใส่ใจที่จะช่วยเหลือแก้ไขปัญหาของผู้อื่นในสังคม บางครั้งจะพบว่า ปัญหาหรือความเครียดที่กำลังเผชิญอยู่นั้นเป็นเรื่องเล็กนิดเดียวเมื่อเทียบกับปัญหาของผู้อื่น ซึ่งความรู้สึกแบบนี้จะทำให้เครียดน้อยลง จะช่วยให้รู้สึกดีขึ้น และยิ่งถ้าสามารถช่วยให้ผู้อื่นแก้ไขปัญหาได้ ก็จะทำให้สุขใจมากขึ้นเป็นทวีคูณเลยทีเดียว
ที่มา : ผู้หญิงนะคะดอทคอม
อ้างอิงจากเว็บไซต์สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส.http://www.thaihealth.or.th/node/16159
และขอขอบคุณข้อมูลจาก คู่มือสุขภาพครอบครัวสำหรับประชาชน โดยสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร
ดูแลรักษาอารมณ์ให้เบิกบานแจ่มใส และหาวิธีผ่อนคลายความเครียดเพื่อสุขภาพจิตที่ดี
สำหรับวันนี้ Happy Adminได้ค้นหาข้อมูลดีๆ มาให้อ่านกันเพื่อประโยชน์ในการผ่อนคลายความเครียดกันนะคะ จะได้อารมณ์ดีกันทุกคน และทุกๆ วันด้วยค่ะ
คิดอย่างไรไม่ให้เครียด
หาวิธีเพิ่มความสุขให้ตัวเรา
เครียด เป็นภาระที่ทุกคนไม่อยากประสบพบพาน แต่คงไม่มีใครที่ไม่เคยเครียด ดังนั้นมาหาวิธีการคิดเพื่อที่จะได้ไม่เครียดกันดีกว่า
1. คิดในแง่ยืดหยุ่นให้มากขึ้น อย่าเอาจริงเอาจัง เข้มงวดจับผิด หรือตัดสินถูกผิดตัวเอง หรือผู้อื่นตลอดเวลา รู้จักผ่อนหนัก ผ่อนเบา ผ่อนสั้น ผ่อนยาว ลดทิฐิมานะและที่สำคัญควรรู้จักการให้อภัยก็จะทำให้ชีวิตมีความสุขขึ้น และมีความเครียดน้อยลง
2. คิดอย่างมีเหตุผล ไม่ด่วนเชื่ออะไรง่ายๆ ไม่ด่วนสรุปอะไรง่ายๆ ให้พยายามใช้เหตุผลตรวจสอบข้อเท็จจริง ความเป็นไปได้ ไตร่ตรองให้รอบคอบ เพราะนอกจากจะไม่ทำให้ตกเป็นเหยื่อให้ใครหลอกเอาง่ายๆ แล้ว ยังสามารถตัดความกังวลใจเล็กๆ น้อยๆ ไปได้อีกด้วย
3. คิดหลายๆ แง่มุม มองหลายๆ ด้าน ทั้งด้านดีและไม่ดี พึงระลึกไว้เสมอว่า ทุกอย่างมีข้อดีและข้อไม่ดีประกอบกันทั้งสิ้น จึงไม่ควรมองด้านใดด้านหนึ่งเพียงด้านเดียวให้ใจเป็นทุกข์ และที่สำคัญ ควรหัดคิดหัดมองในมุมของคนอื่นด้วย อย่างที่เขาเรียกว่าเอาใจเขามาใส่ใจเรา ก็จะช่วยให้เรามองอะไรได้กว้างไกลกว่าเดิม
4. คิดแต่เรื่องดีๆ เพราะหากว่าเราคิดแต่เรื่องร้ายๆ เรื่องความล้มเหลวผิดหวังหรือเรื่องที่เป็นทุกข์ ก็จะทำให้เครียดมากขึ้น ควรคิดถึงเรื่องดีๆ ให้มากๆ นอกจากไม่ทำให้เครียดแล้วยังทำให้สบายใจมากขึ้นด้วย
5. คิดถึงคนอื่นบ้าง อย่าหมกมุ่นแต่เรื่องของตัวเองเท่านั้น เปิดใจให้กว้างรับรู้ความรู้สึกและความเป็นไปของคนอื่นและคนใกล้ชิด ใส่ใจที่จะช่วยเหลือแก้ไขปัญหาของผู้อื่นในสังคม บางครั้งจะพบว่า ปัญหาหรือความเครียดที่กำลังเผชิญอยู่นั้นเป็นเรื่องเล็กนิดเดียวเมื่อเทียบกับปัญหาของผู้อื่น ซึ่งความรู้สึกแบบนี้จะทำให้เครียดน้อยลง จะช่วยให้รู้สึกดีขึ้น และยิ่งถ้าสามารถช่วยให้ผู้อื่นแก้ไขปัญหาได้ ก็จะทำให้สุขใจมากขึ้นเป็นทวีคูณเลยทีเดียว
ที่มา : ผู้หญิงนะคะดอทคอม
อ้างอิงจากเว็บไซต์สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ สสส.http://www.thaihealth.or.th/node/16159
และขอขอบคุณข้อมูลจาก คู่มือสุขภาพครอบครัวสำหรับประชาชน โดยสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร
วันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ชีวิตแสนสุขก็คือชีวิตที่มีสุขภาพดีนั่นเอง
ทุกวันนี้หลายคนที่ทุ่มเทชีวิตเพื่อจุดมุ่งหมายบางอย่างไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งหน้าที่การงาน การเงิน การได้รับการยอมรับฯลฯ แต่เราลืมนึกไปว่าไม่มีอะไรเลยที่มีค่าไปกว่าการที่เรามีตา หู จมูก ปาก แขน ขา ร่างกายของเรานี่เอง สิ่งที่ basic ที่สุดและก็มีค่ามหาศาลที่สุด เพราะฉะนั้นเราจึงควรหันมามองถึงความสำคัญและคุณค่าของร่างกายของเราทั้งภายในและภายนอก เพื่อการมีสุขภาพที่ดี สุขภาพที่ดีเป็นพื้นฐานสำคัญในการนำคุณไปสู่จุดมุ่งหมายต่างๆ ที่คุณมุ่งหวังของคุณต่อไป
สิ่งที่เราควรทำเพื่อสุขภาพที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจนั้นก็คือเรื่องของ 5 อ.1)อาหาร 2)ออกกำลังกาย 3)อารมณ์ 4)อโรคยา 5)อนามัยสิ่งแวดล้อม และสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามนั่นคือต้องไม่ทำ 1 อ.อบายมุข Happy Adminจะนำรายละเอียดของแต่ละหัวข้อดังกล่าวมาให้อ่านกันในครั้งต่อๆไปนะคะ รับรองว่ามีประโยชน์ต่อทุกๆ คนแน่นอนค่ะ ติดตามอ่านกันให้ได้นะคะ
อ้างอิง: สำนักอนามัยกรุงเทพมหานคร.คู่มือสุขภาพครอบครัวสำหรับประชาชน.กรุงเทพฯ.
สิ่งที่เราควรทำเพื่อสุขภาพที่ดีทั้งร่างกายและจิตใจนั้นก็คือเรื่องของ 5 อ.1)อาหาร 2)ออกกำลังกาย 3)อารมณ์ 4)อโรคยา 5)อนามัยสิ่งแวดล้อม และสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามนั่นคือต้องไม่ทำ 1 อ.อบายมุข Happy Adminจะนำรายละเอียดของแต่ละหัวข้อดังกล่าวมาให้อ่านกันในครั้งต่อๆไปนะคะ รับรองว่ามีประโยชน์ต่อทุกๆ คนแน่นอนค่ะ ติดตามอ่านกันให้ได้นะคะ
อ้างอิง: สำนักอนามัยกรุงเทพมหานคร.คู่มือสุขภาพครอบครัวสำหรับประชาชน.กรุงเทพฯ.
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)