หน้าเว็บ

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เลี้ยงลูก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เลี้ยงลูก แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เลี้ยงลูกอย่างไร? ไม่ให้เป็น "โรคเอาแต่ใจตัวเอง"



เชื่อว่าหลายบ้าน คงต้องปวดเศียรเวียนเกล้า เมื่อต้องพาเจ้าตัวเล็กออกไปนอกบ้าน โดยเฉพาะศูนย์การค้า ที่พอเดินผ่านของเล่น หรือของถูกใจ เป็นอันต้องร้องกรี๊ด ชักดิ้นชักงอลงกับพื้น เพราะพ่อแม่ไม่ยอมซื้อให้ ถือเป็นภาพสะท้อนการเลี้ยงลูกของครอบครัวไทย ที่เกิดจากการตามใจจนเกินเหตุ ส่งผลให้เด็กติดนิสัยเอาแต่ใจ ขี้วีน ก้าวร้าว และไม่มีเหตุผล

ปัญหาข้างต้น ทำเอาพ่อแม่ส่วนหนึ่งหนักใจไม่น้อย "รศ.นพ.ศิริไชย หงส์สงวนศรี" จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลรามาธิบดี อธิบายให้ฟังถึงอาการเอาแต่ใจของเด็กว่า มีอยู่ด้วยกัน 3 ระดับ คือ ระดับปกติ (เหมือนกับเด็กทั่วไป) ระดับมีปัญหาเล็กน้อย และระดับที่มีปัญหารุนแรง (ป่วยเป็นโรค) ซึ่งระดับที่ 3 นี้ จิตแพทย์ทั่วโลกจะมีเกณฑ์การวินิจฉัยว่า เป็นโรค Oppositional Defiant Disorder หรือ "โรคเอาแต่ใจ" ส่วนใหญ่พบในเด็ก 3 ขวบขึ้นไป และเกิดในเด็กผู้ชายมากกว่าผู้หญิง คิดเป็นสัดส่วน 9:1

"เด็กที่เป็นโรคเอาแต่ใจ จะมีอาการดื้อต่อต้านอย่างรุนแรง ทำอะไรก็หงุดหงิด โมโหง่าย ต่อต้านทุกอย่าง พ่อแม่พูดอะไรก็ไม่ฟัง บางครั้งก็อาละวาด หมายปองเจตนาร้าย รังแกผู้อื่น ทำลายข้าวของในบ้าน หากว่าเด็กคนไหนที่มีอาการดังกล่าวอย่างน้อย 4 ข้อ ในระยะเวลานาน 6 เดือน ถือว่าป่วยเป็นโรคเอาแต่ใจแล้ว" จิตแพทย์เด็ก และวัยรุ่นกล่าว

สำหรับปัจจัยที่ทำให้ลูกเป็นโรคเอาแต่ใจนั้น จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น บอกว่า เกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งทางด้านชีวภาพ เช่น บางคนเลี้ยงง่าย บางคนเลี้ยงยาก ซึ่งเกิดจากสมองส่วนหน้าที่ควบคุม ยับยั้งอารมณ์ และพฤติกรรมทำงานผิดปกติ จึงไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ และปัจจัยด้านการเลี้ยงดู ที่ทำให้สภาวะจิตใจของเด็ก แสดงพฤติกรรมต่อต้าน ดื้อ และก้าวร้าว โดยเฉพาะพ่อแม่ยุคใหม่ ที่ยังขาดทักษะ และแนวคิดที่ถูกต้องในการเลี้ยงลูก กลัวว่า ถ้าขัดใจ จะทำให้ลูกเครียด หงุดหงิด ก้าวร้าว ตลอดจนการใช้ความรุนแรง ทำให้เด็กมีนิสัยก้าวร้าว เอาแต่ใจ

"พ่อแม่ส่วนใหญ่มีเวลาให้กับลูกลดลง ความผูกพันทางอารมณ์ระหว่างเด็กกับพ่อแม่จะต้องอาศัยความใกล้ชิด โดยเฉพาะเด็ก 2-3 ขวบ พ่อแม่บางคนคิดว่าลูกยังรับรู้ และจดจำได้ไม่ดี จึงมองข้ามช่วงเวลานี้ไป ปล่อยให้ลูกดูโทรทัศน์ตามลำพัง ให้เล่นกับพี่เลี้ยง ตรงนี้เป็นการใช้เวลาอยู่ด้วยกันแค่ตัว แต่ใจไม่ได้อยู่ด้วยกัน หรือบางคนชดเชยด้วยสิ่งของ ทำให้เด็กคิดว่าความรักคือสิ่งของที่ได้มา พอวันหลังอยากได้ความรัก ก็จะเรียกร้องเอาสิ่งของ ส่งผลให้ความมั่นคงทางอารมณ์ของเด็กตกอยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคเอาใจแต่ได้" จิตแพทย์เด็ก และวัยรุ่นเผย

ทางที่ดี จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น แนะนำว่า พ่อแม่ต้องหาสาเหตุของการเกิดโรคก่อน เช่น การกิน พ่อ แม่จะมีปัญหาในเรื่องนี้มาก ช่วงปีแรกเด็กจะสามารถกินได้มาก แต่พอเริ่มเข้าปี 2-3 เด็กจะกินได้น้อยลงเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่พ่อแม่ก็ไม่เข้าใจ บังคับให้ลูกกิน กลัวลูกหิว ก็จะตามป้อนข้าวอยู่ตลอดเวลา นี่เป็นการเลี้ยงลูกที่ไม่ได้ดูความต้องการของลูกเลย ซึ่งมันทำให้เด็กหงุดหงิด ส่งผลให้มีอาการดื้อเงียบ

"พ่อแม่จะต้องใช้ความพยายามในการสังเกตความต้องการของลูก ทั้งด้านกายภาพ และด้านจิตใจ ด้วยการสร้างบรรยากาศภายในบ้านให้เกิดความผูกพันระหว่างกันและกัน สร้างเวลาคุณภาพ ที่พ่อแม่ได้อยู่ใกล้ชิดกับลูก รวมทั้งเน้นกิจกรรมร่วมกัน ที่สำคัญฝึกใช้เหตุผลกับลูกจนเกิดเป็นนิสัย ควรใช้คำพูดที่สามารถเข้าใจง่าย ไม่ควรเน้นหลักการมากเกินไป"

สุดท้าย คุณหมอฝากแง่คิดไปถึงพ่อแม่ทุกคนว่า "ควรระลึกอยู่เสมอว่าสิ่งที่ลูกต้องการไม่ใช้สิ่งของหรือของเล่นราคาแพง แต่สิ่งที่ลูกต้องการ คือ ความรัก ความผูกพันที่พ่อแม่มอบให้กับลูก แม้ว่าสมองของลูกจะทำงานผิดปกติ อย่างไรก็ตามหากมีการดูแลของพ่อแม่อย่างใกล้ชิดและถูกต้อง เด็กๆ จะห่างไกลจากโรคนี้อย่างแน่นอน"

ข้อมูล โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 20 เมษายน 2553 14:00 น.
http://manager.co.th/Family/ViewNews.aspx?NewsID=9530000054120

วันศุกร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ผ้าอ้อมธรรมดา VS ผ้าอ้อมสำเร็จรูปจะใช้อะไรดีคะ






วันนี้ Happy Admin จะมาเล่าประสบการณ์เปรียบเทียบระหว่างผ้าอ้อมธรรมดากับผ้าอ้อมสำเร็จรูปให้เพื่อนๆ คุณแม่ฟังกันนะคะ หากคุณแม่ท่านใดมีข้อคิดเห็นเพิ่มเติมก็เข้ามาแชร์ประสบการณ์กันได้ค่ะ

ผ้าอ้อมธรรมดา


ข้อดี

1. ประหยัดเงินมากกว่าเพราะซักแล้วนำมาใช้ใหม่ได้อีกหลายครั้ง
2. ใช้ได้สารพัดประโยชน์ เช่น ให้ลูกสวมใส่เพื่อซับอึ-ฉี่, ใช้รองปูที่นอน, ใช้แทนเป็นผ้าห่มหรือเป็นผ้าห่อตัวเด็กได้,ใช้ซับเช็ดน้ำมูก น้ำลาย เศษอาหารที่ติดขอบปาก ฯลฯ เป็นต้น
3. มีความโปร่ง สบาย สำหรับเด็กทารก เหมาะสมกับการใช้งานในบ้านเราที่มีภูมิอากาศร้อนชื้น

ข้อเสีย

1. เหนื่อยในการซักล้างทำความสะอาด และหากเด็กอึ-ฉี่บ่อยก็จะใช้เวลามากในการซักล้างทำความสะอาดผ้าอ้อมในปริมาณมาก
2. ทันทีที่เด็กทารกฉี่หรืออึจะแฉะ เปรอะเปื้อนสกปรก ฉี่และอึจะซึมไปถึงสิ่งอื่นที่อยู่ข้างเคียงเช่นฟูกที่นอน ผ้าปูที่นอน หรือที่รองนั่งในรถเข็นเด็ก หรือหากเราอุ้มอยู่ก็จะเปื้อนมาถึงคุณพ่อคุณแม่ได้ค่ะ 555... เพิ่มงานการทำความสะอาดหลายอย่างเลย เหนื่อยค่ะ...
3. เมื่อเด็กฉี่หรืออึแล้วต้องรีบทำความสะอาดก้นให้เด็กนะคะ และเปลี่ยนผ้าต่างๆ ให้เรียบร้อย หากไม่ได้ดูและปล่อยเด็กไว้กับผ้าอ้อมเปียกฉี่หรืออึ จะทำให้เด็กมีผื่นแพ้ที่ก้นได้ค่ะ ไม่ได้เกิดผื่นเฉพาะการใช้แต่ผ้าอ้อมสำเร็จรูปอย่างเดียว
4. หากมีผู้ช่วยงานคุณแม่ เช่นจ้างแม่บ้านก็ดี หรือมีญาติปู่ ย่า ตา ยาย ฯลฯ มาช่วยเลี้ยงก็ดี ก็อาจช่วยเหลือเรื่องการซักทำความสะอาดผ้าอ้อมและผ้าอื่นๆ ที่เป็นผลสืบเนื่องจากงานผ้าอ้อมได้ แต่ดูสิคะ... จะเห็นได้ว่าต้องใช้พลังงานหรือทรัพยากรคนมากขึ้น โดยเฉพาะคุณแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ มีความจำเป็นอย่างยิ่งค่ะ ที่จะต้องมีคนช่วยไม่งั้นละก็ไม่ได้พักเหนื่อยค่ะ เพราะพอให้นมลูกเสร็จก็ต้องซักผ้าอ้อมต่อ แถมขอบอกอีกนิดค่ะ ลูกที่เลี้ยงด้วยนมแม่บางคน จะมีการอึบ่อยมากค่ะ อาจจะเป็น 10 ครั้งขึ้นไปต่อ 24 ชั่วโมง คิดดูสิคะว่าจะต้องซักผ้าอ้อมเปื้อนอึปริมาณมากแค่ไหนต่อรอบ 24 ชั่วโมง (เจอมาแล้วค่ะ เลี้ยงลูกเอง ทั้งให้นมลูกเอง และช่วยกันซักผ้าอ้อมเองกับคุณพ่อเด็ก ไม่มีผู้ช่วยงาน แทบไม่มีเวลาพักเหนื่อยเลยค่ะ ต้องอึด...จริงๆ)

ผ้าอ้อมสำเร็จรูป

ข้อดี

1. สะดวก รวดเร็ว ในการใช้งาน ความสะดวกโดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาเด็กหลับจะได้ไม่รบกวนเด็กมาเปลี่ยนผ้าอ้อมบ่อยครั้ง หรือเวลาต้องเดินทาง พาลูกออกไปนอกบ้านก็ไม่เปรอะเปื้อน ไม่ต้องเสียเวลาเปลี่ยนผ้าอ้อมบ่อย
2. ประหยัดทั้งเวลาและพลังงาน หากคุณแม่ต้องเลี้ยงลูกคนเดียวไม่มีผู้ช่วยก็สามารถช่วยเหลือตนเองได้คล่องตัวขึ้น
3. ซึมซับดีและได้หลายครั้ง ไม่ซึมเปื้อนผ้าหรือสิ่งอื่นๆ รอบข้าง (ยกเว้นใส่ไม่ดีหรือเลือกขนาดใหญ่ไปไม่กระฉับกับตัวเด็กก็อาจมีฉี่หรืออึซึมเปื้อนได้)
4. มีหลายยี่ห้อและหลายไซส์ให้เลือกตามความเหมาะสมของขนาดตัวเด็ก

ข้อเสีย

1. มีราคาสูง หากต้องใช้เป็นประจำและจำนวนมากก็จะต้องสิ้นเปลืองเงินเยอะอยู่ค่ะ และเป็นการใช้งานแบบใช้เสร็จแล้วต้องทิ้ง ไม่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้
2. มีความอบ อับชื้น หากไม่ปล่อยให้ก้นเด็กโล่งบ้างอาจทำให้เด็กมีผื่นขึ้นที่ก้นค่ะ โดยเฉพาะหากเด็กฉี่หลายครั้งหรือมีอึและไม่รีบทำความสะอาดก้นเด็ก ยิ่งมีโอกาสเป็นผื่นแพ้ได้มากค่ะ
3. ความเคยชินสำหรับเด็กที่เลี้ยงด้วยผ้าอ้อมสำเร็จรูปบางคน เมื่อถึงเวลาฝึกฉี่-อึโถนจะไม่ยอมปรับตัวง่ายนัก จะติดฉี่หรืออึในผ้าอ้อมสำเร็จรูป
4. ย่อยสลายยากและยาวนานมากค่ะ จึงเพิ่มปัญหาขยะและด้านสิ่งแวดล้อม

Happy Admin ได้หาข้อเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของผ้าอ้อมธรรมดากับผ้าอ้อมสำเร็จรูปให้เพื่อนๆ คุณแม่ได้อ่านกันจากประสบการณ์ของ Happy Admin เองค่ะ จะเห็นได้ว่าสำหรับการใช้ผ้าอ้อมในภูมิอากาศร้อนชื้นแบบบ้านเรานั้น อาจต้องใช้ผ้าอ้อมทั้ง 2 ชนิดค่ะ สลับกันใช้ตามความเหมาะสม เช่นใช้ผ้าอ้อมธรรมดาตอนกลางวัน ใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปตอนกลางคืน และตอนเดินทางทั้งนี้นอกจากจะทำให้ก้นเด็กได้ปล่อยโล่งสบายบ้างในตอนกลางวันแล้ว ยังประหยัดเงินและเวลาแบบพบกันครึ่งทาง ส่วนตัว Happy Admin เองประหยัดแม้ช่วงกลางคืนก็ใช้ผ้าอ้อมธรรมดา และหมั่นลุกขึ้นมาเปลี่ยนให้ลูกช่วงวัยแรกเกิด เพราะฉี่อึบ่อยมาก (เลี้ยงลูกด้วยนมแม่และลูกก็จะอึบ่อยม๊ากๆ หากใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปหลายอันก็จะเปลืองเงินมาก จึงต้องใช้ผ้าอ้อมธรรมดา)บอกได้เลยค่ะว่าเหนื่อยมากๆ และอ่อนเพลียจริงๆ เพราะทำอย่างนี้อยู่หลายเดือน กว่าจะได้เปลี่ยนมาใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปตอนกลางคืน เป็นเรื่องของสภาพเศรษฐกิจครัวเรือนจริงๆ ถ้าคุณแม่มีงบมากก็อาจสบายหน่อยจุดนี้ทั้งใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปได้ไม่จำกัดจำนวน และมีคนช่วยเลี้ยง แต่ก่อนที่จะจบบทความนี้อย่าลืมนะคะว่า ผ้าอ้อมสำเร็จรูปย่อยสลายยากมากค่ะ และต้องใช้เวลากว่า 500ปีทีเดียวในการย่อยสลาย ตอนนี้เทรนด์เริ่มหันมาใช้กางเกงผ้าอ้อมสำเร็จรูปกันแล้วลองหาดูนะคะว่าใช้ยี่ห้อไหนดี ผ้าชนิดไหนเหมาะสมกับผิวลูกเรา นอกจากจะซึมซับได้ดีกว่าผ้าอ้อมผ้าธรรมดาแล้ว ยังประหยัดเงินเพราะซักสะอาดแล้วสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้อีก น่าจะเป็นความลงตัวหากใช้ผสมผสานกันทั้ง 3 อย่างตามโอกาสที่จำเป็นและตามความเหมาะสม คงจะช่วยประคับประคองด้านค่าใช้จ่ายและด้านสิ่งแวดล้อมไปได้บ้าง

รูปที่ใช้ประกอบบทความใช้เพื่อความเข้าใจและความสวยงามเท่านั้น Happy Admin มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ผลิตหรือจำหน่ายผลิตภัณฑ์ตามในรูปแต่ประการใด

อ้างอิงรูปจาก : http://www.weloveshopping.com/template/w09/showproduct1.php?pid=1284183&shopid=8529
http://www.green.in.th/blog/business/1456
ขอบคุณค่ะ