ช่วงนี้ขอต่อด้วยข้อมูลที่มีประโยชน์สำหรับแม่และลูกกันก่อนนะคะ เพราะยังไม่ไกลช่วงเทศกาลวันแม่เท่าไหร่นัก
ต้องขอแสดงความยินดีด้วยนะคะ สำหรับคนที่รู้ว่าตนเองกำลังตั้งครรภ์และจะมีลูกน้อยมาโอบอุ้มในอ้อมแขนไม่ช้านี้แล้ว คุณแม่ตั้งครรภ์ต้องดูแลตัวเองให้มากๆ นะคะ โดยเฉพาะเรื่องอาหารการกิน สำหรับวันนี้ Happy Adminได้หาข้อมูลดีๆ มาให้คุณแม่ตั้งครรภ์อ่านกันค่ะ
อาหารที่เหมาะสมกับคุณแม่ตั้งครรภ์มีดังนี้
โปรตีน จะเป็นสารอาหารที่ช่วยทำให้ร่างกายเจริญเติบโตและซ่อมแซมร่างกายส่วนที่สึกหรอไป จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับลูกในการก่อร่างสร้างเลือดเนื้อให้เป็นตัวเป็นตน คุณแม่ตั้งครรภ์จึงต้องการอาหารประเภทนี้เพิ่มเติม ซึ่งได้แก่ เนื้อ นม ไข่ และถั่ว เป็นต้น เนื้อที่ว่านี้อาจเป็นเนื้อหมู เนื้อเป็ดหรือไก่ก็ได้ เนื้อสัตว์เหล่านี้มีโปรตีนคุณภาพดี มีธาตุเหล็กมาก
นอกจากนี้ควรกินตับด้วยสักสัปดาห์ละครั้ง เนื้อปลาก็มีโปรตีนดีทีเดียว ไขมันไม่มาก แต่ธาตุเหล็กน้อยไปหน่อย
ไข่ก็มีโปรตีนครบถ้วน ซึ่งดูเหมือนจะเป็นอาหารที่กินง่าย กินสักวันละ 1 ฟอง ดื่มนมสดวันละ 2-3 แก้ว แต่ไม่ควรดื่มนมข้นหวานเพราะโปรตีนน้อยมาก มีแต่ไขมันกับน้ำตาล ถ้าไม่ดื่มนมสดอาจจะดื่มนมถั่วเหลืองหรือน้ำเต้าหู้ก็ได้
แป้งและน้ำตาล อาหารประเภทนี้ได้แก่ ข้าว ก๋วยเตี๋ยว ขนมหวาน ฯลฯ ปกติเราไม่ควรกินมากนัก โดยเฉพาะคนที่ไม่ค่อยออกกำลังกาย สำหรับหญิงตั้งครรภ์ควรจะรับประทานอาหารประเภทนี้น้อยลง เพราะว่าในระหว่างตั้งครรภ์นั้นร่างกายจะเผาผลาญแป้งและน้ำตาลได้น้อยลง และระบบย่อยก็ไม่ปกติ ถ้ากินมากไปก็อาจทำให้ท้องอืด ท้องเฟ้อได้ง่าย กินแต่พอสมควรก็แล้วกัน สำหรับผู้ที่น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมากเกินไป ก็ควรกินข้าวและขนมหวานให้น้อยลง แล้วกินผักและผลไม้แทนจะดีกว่า
ไขมัน เป็นอาหารอีกประเภทหนึ่งที่ควรระวังและหลีกเลี่ยง เช่น อาหารทอด หรือผัดที่ใส่น้ำมันมากๆ เพราะความต้องการของร่างกายน้อยลงแล้วก็ย่อยยากด้วย เหมือนกับพวกแป้งและน้ำตาล กินมากมีแต่ทำให้ท้องอืด เฟ้อ แน่นท้อง อึดอัด เพิ่มน้ำหนักตัวของคุณโดยแปรเป็นไขมันจับตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย
ผัก ถั่ว ผลไม้และน้ำผลไม้ มีประโยชน์มาก เพราะมีทั้งโปรตีนและวิตามินต่างๆ ที่ร่างกายต้องการ แล้วช่วยเรื่องระบบขับถ่ายอุจจาระด้วย เรียกว่า กินง่าย ถ่ายคล่อง ราคาก็ไม่แพง เพราะเมืองเรามีกินตลอดปี แต่ก็มีเรื่องควรระวังเป็นพิเศษคือ สารพิษประเภทยาฆ่าแมลงตกค้างอยู่ในผักและผลไม้ ควรแช่น้ำนานๆ ราว 10-15 นาที หรือให้น้ำก๊อกไหลผ่านตลอดเวลาราว 2 นาที หรือใช้น้ำยาล้างผัก ผลไม้ ล้างให้สะอาดแล้วจึงค่อยบริโภค
ควรรับประทานผลไม้เหล่านี้สลับกันทุกวัน เช่น กล้วย เงาะ มังคุด มะละกอ ส้มเขียวหวาน สับปะรด เป็นต้น
วิตามินและแร่ธาตุ ช่วงตั้งครรภ์และหลังคลอดนั้นร่างกายของคุณแม่ต้องการวิตามินและแร่ธาตุต่างๆ เช่นวิตามิน เอ บี ซี ดี กรดนิโคตินและกรดโฟลิก ธาตุเหล็ก แคลเซียม ฟอสฟอรัส ซึ่งถ้ากินอาหารถูกส่วนก็มักจะได้วิตามินและแร่ธาตุเหล่านี้ครบตามที่ร่างกายต้องการแล้วคือ ธาตุเหล็กซึ่งช่วยให้เม็ดเลือดมีมากพอที่จะลำเลียงออกซิเจนจากเลือดแม่ไปยังลูก จะได้จากอาหารจำพวก ตับ ไข่แดง ผักใบเขียว เช่น ผักขม ตำลึง และอาหารเนื้อสัตว์ทุกชนิด ส่วนแคลเซียมซึ่งช่วยในการสร้างกระดูกและฟันของลูก จะได้จากนม เนยเป็นส่วนใหญ่
แต่ว่าในชีวิตประจำวัน เราไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ว่าอาหารที่กินอยู่นั้น เราได้สารอาหารครบถ้วนหรือไม่ ดังนั้นสูติแพทย์จึงต้องจ่ายยาบำรุงซึ่งประกอบด้วย วิตามินรวมและธาตุเหล็กให้ด้วย เพื่อป้องกันการขาดสารอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 2-3 เดือนหลัง ซึ่งร่างกายต้องการแคลเซียม ฟอสฟอรัส และธาตุเหล็กเพิ่มขึ้นมากกว่าระยะแรกๆ ของการตั้งครรภ์ คุณแม่ควรกินยาบำรุงตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัดเพื่อสุขภาพของตนเองและลูกน้อยในครรภ์
ของต้องห้ามสำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์
โดยทั่วไปอาหารที่กินกันอยู่ประจำก็ไม่ห้ามอะไร ยกเว้นอาหารที่จะทำให้เสาะท้อง ท้องเสียได้ง่าย ทำให้ร่างกายไม่ได้รับคุณค่าของสารอาหารที่กินเข้าไปอย่างเต็มที่ เท่ากับกินเข้าไปเสียเปล่า หรืออาหารที่มีรสจัดมากก็ควรจะงดหรือพยายามหลีกเลี่ยงเสีย เพราะว่าระหว่างตั้งครรภ์นั้นระบบย่อยอาหารจะผิดปกติไปจากเดิม มีโอกาสที่จะท้องอืด ท้องเฟ้ออยู่บ่อยๆ สำหรับผู้ที่แพ้อาหารบางชนิดเช่น อาหารทะเล ก็อย่าเผลอกินเข้าไป เพราะบางคนจะมีอาการแพ้มากขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์
ยาจีนหรือยาหม้อ ซึ่งเล่ากันว่าเป็นยาบำรุงนั้น ในวงการแพทย์แผนปัจจุบันยังไม่มีการพิสูจน์กันว่ามีประโยชน์มากน้อยเพียงใด ตำรับหรือส่วนผสมก็ไม่แน่นอน บางอย่างราคาแพงมาก ไม่จำเป็นต้องซื้อมากินหรอกเพราะอาจจะไม่คุ้มกับเงินที่เสียไป บางรายอาจแพ้ยาเหล่านี้ ขอให้กินอาหารที่มีประโยชน์ตามที่แนะนำไว้แล้วและกินยาบำรุงซึ่งได้แก่ วิตามินและธาตุเหล็กตามที่แพทย์ให้มาจะดีกว่า เพราะได้มีการพิสูจน์แล้วว่ามีความจำเป็นและมีประโยชน์แน่นอน
ผงชูรส คุณผู้หญิงตั้งครรภ์และทารกไม่ควรรับประทานอาหารที่ใส่ผงชูรส เพราะอาจจะเป็นตัวทำลายหรือมีผลต่อการเจริญเติบโตของสมองลูกได้
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ คุณแม่บางคนอาจจะอยู่ในสังคมธุรกิจ บางทีก็มีงานเลี้ยงสังสรรค์ ถ้าจิบเพียงนิดหน่อยไม่น่าจะต้องห้ามเพราะปริมาณเล็กน้อย จะไม่มีอันตรายต่อคุณแม่และลูกน้อยแต่อย่างใด แต่ถ้าดื่มมากเกินไปก็ไม่ดีจนติดเป็นโรคพิษสุราเรื้อรังแล้วละก็อาจจะเกิดอันตรายได้ ลูกที่เกิดมาอาจจะมีน้ำหนักน้อยเติบโตช้า มีอาการติดเหล้า อาจปัญญาอ่อน เกิดความพิการของหัวใจและหลอดเลือดได้
บุหรี่ เชื่อกันว่าสารนิโคตินในบุหรี่สามารถผ่านรกไปยังตัวเด็กได้ซึ่งจะเข้าไปกดการทำงานของสมองส่วนที่ควบคุมการหายใจและการเต้นของหัวใจ ดังนั้นคุณแม่ที่ตั้งครรภ์แล้วสูบบุหรี่มากกว่าวันละ 10 มวนอาจเกิดผลร้ายขึ้นมาได้คือ มีโอกาสแท้งลูกหรือคลอดก่อนกำหนดได้มากกว่าคนที่ไม่ได้สูบบุหรี่ และถึงแม้จะคลอดครบกำหนดวันก็ตาม ลูกก็มักจะมีน้ำหนักน้อย ตัวเล็กกว่าปกติและจะชักได้ง่าย
เชื่อไหมว่าคุณผู้หญิงที่มีครรภ์แม้ไม่ได้สูบบุหรี่เอง หากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยควันบุหรี่ ก็จะส่งผลร้ายต่อการตั้งครรภ์ได้เหมือนกัน เช่น คุณแม่ตั้งครรภ์ที่ทำงานอยู่ในห้องปรับอากาศที่มีคนสูบบุหรี่ทั้งวันก็เหมือนกับคุณแม่สูบเสียเอง ทั้งนี้บุหรี่แบบก้นกรองก็ไม่มีข้อยกเว้นด้วย
น้ำชา กาแฟ สำหรับคุณแม่ตั้งครรภ์นั้น ถ้าดื่มน้ำชาแก่ๆ จะทำให้ท้องผูกง่าย คนที่ท้องผูกอยู่แล้วน่าจะหลีกเลี่ยงการดื่มน้ำชา เพราะเวลาตั้งครรภ์ไม่ควรจะให้ระบบขับถ่ายผิดปกติจะทำให้อึดอัดมากและเกิดริดสีดวงทวารได้ง่าย ส่วนกาแฟนั้นถ้าดื่มมากไปอาจะทำให้ใจสั่นและนอนไม่หลับ เพราะคาเฟอีนในกาแฟทำให้หัวใจเต้นแรง
ข้อมูลอ้างอิงจาก: รศ.นพ.สุวชัย อินทรประเสริฐ.คู่มือดูแลคุณแม่ตั้งครรภ์.พิมพ์ครั้งที่ 2.กรุงเทพฯ.แปลน พริ้นท์ติ้ง,2539
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตั้งครรภ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตั้งครรภ์ แสดงบทความทั้งหมด
วันอังคารที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2553
วันจันทร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
อ.ที่ 1 อาหาร-กินตามวัย...ห่างไกลโรค
"การกินอาหารที่ดี ให้ประโยชน์ต่อร่างกายนั้น ต้องกินให้ครบ 5 หมู่" อาหาร 5 หมู่ นั้นประกอบด้วย
1.โปรตีน เป็นอาหารประเภท เนื้อสัตว์ นม ไข่ ถั่วเมล็ดแห้ง อาหารประเภทนี้จะช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต ไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ เพราะเมื่อคนเรากินอาหารเข้าไปแล้ว จะเกิดการเผาผลาญ หรือย่อยสลาย นำส่วนที่เป็นประโยชน์ไปใช้ ทำให้ร่างกายเจริญเติบโต
2.คาร์โบไฮเดรต ได้แก่ อาหารจำพวก ข้าว แป้ง เผือก มัน น้ำตาล อาหารประเภทนี้จะช่วยเพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกาย
3.วิตามิน พืชผักต่างๆ ช่วยในการเสริมสร้างการทำงานของร่างกายให้เป็นปกติ เพราะอวัยวะในร่างกายมีการเคลื่อนไหว และทำงานตลอดเวลา จำเป็นต้องมีการเสริมสร้าง หรือทดแทนการสึกหรอ
4.แร่ธาตุ ผลไม้ต่างๆ ให้ประโยชน์เช่นเดียวกับอาหารประเภทวิตามิน
5.ไขมัน จะเป็นส่วนให้พลังงานและความอบอุ่นแก่ร่างกาย ซึ่งจะได้จากน้ำมัน หรือไขมันที่ได้จากพืชหรือสัตว์
การกินอาหาร ควรกินให้ครบทั้ง 5 หมู่ ในแต่ละวัน เพราะไม่มีอาหารชนิดใดที่มีสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่อยู่ในตัวมันเอง
นอกจากนี้ Happy Adminยังมีข้อมูลที่น่าสนใจจากกองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขในเรื่องของกินตามวัย...ห่างไกลโรคคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านจึงได้รวบรวมมาให้อ่านกันค่ะ
หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร
ภาวะเสี่ยงต่อโรคทางโภชนาการ
- โลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก
- น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์
อาหารที่ควรบริโภค
- อาหารครบ 5 หมู่ ในปริมาณที่มากขึ้น
- ดื่มนมรสจืด และปลาที่กินได้ทั้งตัว
- อาหารที่อุดมด้วยธาตุเหล็ก เช่น ตับ เลือด หัวใจ เนื้อสัตว์
- กินผักใบเขียวเข้ม
อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง
- อาหารหมักดอง
- อาหารรสจัด
- อาหารที่ใส่ผงชูรส/สารเคมี
- เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- ชา กาแฟ น้ำอัดลม
ข้อควรปฏิบัติ
- ฝากท้องทันทีเมื่อทราบว่าตั้งครรภ์
- ตรวจหลังคลอดเมื่อครบ 4-6 สัปดาห์
- ดูแลสุขภาพช่องปากและฟัน
- ทำจิตใจให้สบายไม่เครียด
- ออกกำลังกายในท่าที่ไม่หักโหม
ทารก อายุ 0-12 เดือน
ภาวะเสี่ยงต่อโรคทางโภชนาการ
- โรคขาดโปรตีนและพลังงาน
- โรคขาดวิตามินเอ
- โรคขาดสารไอโอดีน
- โรคขาดวิตามินบี 1
อาหารที่ควรบริโภค
- ทารกแรกเกิด - 4 เดือนให้นมแม่อย่างเดียว ไม่ต้องให้น้ำและอาหารอื่นๆ
- อายุ 4 เดือนขึ้นไป เริ่มให้อาหารตามวัย ควบคู่กับนมแม่
- เมื่อเด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป ควรให้อาหารครบ 5 หมู่
อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง
- อาหารใส่สี สารกันบูด และผงชูรส เป็นต้น
ข้อควรปฏิบัติ
- การเตรียมอาหารสำหรับทารกต้องถูกสุขลักษณะและเหมาะสม ตามพัฒนาการการกิน การย่อย
เริ่มจากอาหารบดเหลวไปสู่อาหารอ่อนนุ่ม เคี้ยวง่าย
เด็กวัยก่อนเรียน (อายุ 1-5 ปี)
ภาวะเสียงต่อโรคทางโภชนาการ
- โรคขาดโปรตีนและพลังงาน
- โรคขาดวิตามินเอ
- โรคขาดสารไอโอดี
- โรคขาดวิตามินบี 2
อาหารที่ควรบริโภค
- อาหารครบ 5 หมู่และหลากหลาย
- กินปลา เนื้อสัตว์ ไข่
- กินผัก ผลไม้เป็นประจำ
- ดื่มนมรสจืด วันละ 2-3 แก้ว
อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง
- อาหารจำพวกขบเคี้ยว น้ำหวาน น้ำอัดลม ขนมหวาน
ข้อควรปฏิบัติ
- ฝึกให้เด็กกินอาหารไทยให้หลากหลาย
- ฝึกมารยาทและนิสัยการบริโภคที่ดี
เด็กวัยเรียน (อายุ 6-19 ปี) วัยรุ่น (อายุ 10-24 ปี)
ภาวะเสียงต่อโรคทางโภชนาการ
- โรคอ้วน
- โรคขาดโปรตีน และพลังงาน
- โลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก
- โรคขาดสารไอโอดีน
อาหารที่ควรบริโภค
- อาหารครบ 5 หมู่ และหลากหลายครบ 3 มื้อ
- ดื่มนมรสจืดทุกวัน (ถ้าเป็นเด็กอ้วนดื่มนมพร่องมันเนย)
- ใช้เกลือเสริมไอโอดีนในการปรุงอาหารทุกครั้ง
- อาหารที่อุดมด้วยธาตุเหล็ก เช่นตับ เลือด เนื้อสัตว์
- กินอาหารไทย
อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง
- อาหารขบเคี้ยว น้ำอัดลม
- อาหารที่มีรสจัด เช่นหวานจัด เค็มจัด เผ็ดจัด
- อาหารจานด่วนแบบตะวันตก
ข้อควรปฏิบัติ
- กินอาหารครบ 3 มื้อ ไม่งดอาหารเช้า
- พักผ่อนให้เพียงพอ
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
วัยทำงาน (อายุ 15-59 ปี) ชายวัยทอง (อายุ 40-59 ปี) หญิงวัยทอง (อายุ 45-59 ปี)
ภาวะเสียงต่อโรคทางโภชนาการ
- โรคอ้วน
- โรคเบาหวาน
- โรคหัวใจและหลอดเลือด
- โรคเก๊าท์
- โรคกระดูกพรุน
- โรคมะเร็ง
อาหารที่ควรบริโภค
- อาหารครบ 5 หมู่และหลากหลาย
- กินปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ถั่วเมล็ดแห้ง
- กินอาหารไทย
- อาหารที่อุดมด้วยแคลเซียม เช่น นมรสจืด ปลาเล็ก ปลาน้อย กุ้งฝอย กุ้งแห้ง
- ใช้น้ำมันพืช (ยกเว้นน้ำมันเมล็ดปาล์มและน้ำมันมะพร้าว)ในการประกอบอาหาร
อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง
- อาหารที่มีรสจัด เช่น หวานจัด เค็มจัด เผ็ดจัด
- อาหารปิ้ง ย่างที่ไหม้เกรียม
- อาหารทอด
- เนื้อสัตว์ติดมัน
- กะทิ และเนย
- เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ข้อควรปฏิบัติ
- หมั่นดูแลน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
- พักผ่อนให้เพียงพอ
- ตรวจสุขภาพช่องปาก
ผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป)
ภาวะเสียงต่อโรคทางโภชนาการ
- โรคขาดโปรตีนและกำลังงาน
- โลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก
- โรคความดันโลหิตสูง
- โรคเบาหวาน
- โรคหัวใจและหลอดเลือด
- โรคกระดูกพรุน
อาหารที่ควรบริโภค
- อาหารครบ 5 หมู่และหลากหลาย เน้นปลาและพืชผักใบเขียว ผลไม้ไม่หวานจัด
- ลักษณะของอาหารควรเป็นชนิดที่เคี้ยวและย่อยง่ายประเภทต้ม นึ่ง ตุ๋น
- กินอาหารที่อุดมด้วยแคลเซียม เช่น นมพร่องมันเนย ปลาเล็ก ปลาน้อย
- ใช้น้ำมันพืช (ยกเว้นน้ำมันปาล์มและน้ำมันมะพร้าว)ในการประกอบอาหาร
อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง
- อาหารทอด เนื้อสัตว์ติดมัน
- อาหารที่มีกะทิ และเนยมาก
- อาหารที่มีรสจัด เช่น หวานจัด เค็มจัด
- ชา กาแฟ
- เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ข้อควรปฏิบัติ
- กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ในปริมาณที่เพียงพอตามธงโภชนาการ
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอให้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย
- ทำจิตใจให้แจ่มใส
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
- ดื่มน้ำวันละ 6-8 แก้ว
- ตรวจสุขภาพช่องปาก
กินตามวัย...ห่างไกลโรค
"อาหารคือตัวเรา" เป็นคำกล่าวที่เป็นจริงเสมอโดยแต่ละกลุ่มวัยมีความต้องการอาหารที่แตกต่างกันเริ่มตั้งแต่ทารกในครรภ์มารดา จนกระทั่งคลอดออกมาแล้วเจริญเติบโตจนกระทั่งถึงวัยสูงอายุ การกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ตามสัดส่วนและปริมาณที่ร่างกายต้องการในหนึ่งวัน ร่วมกับการออกกำลังกายจะช่วยให้สุขภาพแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย
"สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องทำเอง"
ข้อมูลจาก กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
อาหาร 5 หมู่ อ้างอิงข้อมูลจากสสส. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ http://www.thaihealth.or.th/
1.โปรตีน เป็นอาหารประเภท เนื้อสัตว์ นม ไข่ ถั่วเมล็ดแห้ง อาหารประเภทนี้จะช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโต ไปซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ เพราะเมื่อคนเรากินอาหารเข้าไปแล้ว จะเกิดการเผาผลาญ หรือย่อยสลาย นำส่วนที่เป็นประโยชน์ไปใช้ ทำให้ร่างกายเจริญเติบโต
2.คาร์โบไฮเดรต ได้แก่ อาหารจำพวก ข้าว แป้ง เผือก มัน น้ำตาล อาหารประเภทนี้จะช่วยเพิ่มพลังงานให้แก่ร่างกาย
3.วิตามิน พืชผักต่างๆ ช่วยในการเสริมสร้างการทำงานของร่างกายให้เป็นปกติ เพราะอวัยวะในร่างกายมีการเคลื่อนไหว และทำงานตลอดเวลา จำเป็นต้องมีการเสริมสร้าง หรือทดแทนการสึกหรอ
4.แร่ธาตุ ผลไม้ต่างๆ ให้ประโยชน์เช่นเดียวกับอาหารประเภทวิตามิน
5.ไขมัน จะเป็นส่วนให้พลังงานและความอบอุ่นแก่ร่างกาย ซึ่งจะได้จากน้ำมัน หรือไขมันที่ได้จากพืชหรือสัตว์
การกินอาหาร ควรกินให้ครบทั้ง 5 หมู่ ในแต่ละวัน เพราะไม่มีอาหารชนิดใดที่มีสารอาหารครบทั้ง 5 หมู่อยู่ในตัวมันเอง
นอกจากนี้ Happy Adminยังมีข้อมูลที่น่าสนใจจากกองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขในเรื่องของกินตามวัย...ห่างไกลโรคคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านจึงได้รวบรวมมาให้อ่านกันค่ะ
หญิงตั้งครรภ์และหญิงให้นมบุตร
ภาวะเสี่ยงต่อโรคทางโภชนาการ
- โลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก
- น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์
อาหารที่ควรบริโภค
- อาหารครบ 5 หมู่ ในปริมาณที่มากขึ้น
- ดื่มนมรสจืด และปลาที่กินได้ทั้งตัว
- อาหารที่อุดมด้วยธาตุเหล็ก เช่น ตับ เลือด หัวใจ เนื้อสัตว์
- กินผักใบเขียวเข้ม
อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง
- อาหารหมักดอง
- อาหารรสจัด
- อาหารที่ใส่ผงชูรส/สารเคมี
- เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- ชา กาแฟ น้ำอัดลม
ข้อควรปฏิบัติ
- ฝากท้องทันทีเมื่อทราบว่าตั้งครรภ์
- ตรวจหลังคลอดเมื่อครบ 4-6 สัปดาห์
- ดูแลสุขภาพช่องปากและฟัน
- ทำจิตใจให้สบายไม่เครียด
- ออกกำลังกายในท่าที่ไม่หักโหม
ทารก อายุ 0-12 เดือน
ภาวะเสี่ยงต่อโรคทางโภชนาการ
- โรคขาดโปรตีนและพลังงาน
- โรคขาดวิตามินเอ
- โรคขาดสารไอโอดีน
- โรคขาดวิตามินบี 1
อาหารที่ควรบริโภค
- ทารกแรกเกิด - 4 เดือนให้นมแม่อย่างเดียว ไม่ต้องให้น้ำและอาหารอื่นๆ
- อายุ 4 เดือนขึ้นไป เริ่มให้อาหารตามวัย ควบคู่กับนมแม่
- เมื่อเด็กอายุ 6 เดือนขึ้นไป ควรให้อาหารครบ 5 หมู่
อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง
- อาหารใส่สี สารกันบูด และผงชูรส เป็นต้น
ข้อควรปฏิบัติ
- การเตรียมอาหารสำหรับทารกต้องถูกสุขลักษณะและเหมาะสม ตามพัฒนาการการกิน การย่อย
เริ่มจากอาหารบดเหลวไปสู่อาหารอ่อนนุ่ม เคี้ยวง่าย
เด็กวัยก่อนเรียน (อายุ 1-5 ปี)
ภาวะเสียงต่อโรคทางโภชนาการ
- โรคขาดโปรตีนและพลังงาน
- โรคขาดวิตามินเอ
- โรคขาดสารไอโอดี
- โรคขาดวิตามินบี 2
อาหารที่ควรบริโภค
- อาหารครบ 5 หมู่และหลากหลาย
- กินปลา เนื้อสัตว์ ไข่
- กินผัก ผลไม้เป็นประจำ
- ดื่มนมรสจืด วันละ 2-3 แก้ว
อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง
- อาหารจำพวกขบเคี้ยว น้ำหวาน น้ำอัดลม ขนมหวาน
ข้อควรปฏิบัติ
- ฝึกให้เด็กกินอาหารไทยให้หลากหลาย
- ฝึกมารยาทและนิสัยการบริโภคที่ดี
เด็กวัยเรียน (อายุ 6-19 ปี) วัยรุ่น (อายุ 10-24 ปี)
ภาวะเสียงต่อโรคทางโภชนาการ
- โรคอ้วน
- โรคขาดโปรตีน และพลังงาน
- โลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก
- โรคขาดสารไอโอดีน
อาหารที่ควรบริโภค
- อาหารครบ 5 หมู่ และหลากหลายครบ 3 มื้อ
- ดื่มนมรสจืดทุกวัน (ถ้าเป็นเด็กอ้วนดื่มนมพร่องมันเนย)
- ใช้เกลือเสริมไอโอดีนในการปรุงอาหารทุกครั้ง
- อาหารที่อุดมด้วยธาตุเหล็ก เช่นตับ เลือด เนื้อสัตว์
- กินอาหารไทย
อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง
- อาหารขบเคี้ยว น้ำอัดลม
- อาหารที่มีรสจัด เช่นหวานจัด เค็มจัด เผ็ดจัด
- อาหารจานด่วนแบบตะวันตก
ข้อควรปฏิบัติ
- กินอาหารครบ 3 มื้อ ไม่งดอาหารเช้า
- พักผ่อนให้เพียงพอ
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
วัยทำงาน (อายุ 15-59 ปี) ชายวัยทอง (อายุ 40-59 ปี) หญิงวัยทอง (อายุ 45-59 ปี)
ภาวะเสียงต่อโรคทางโภชนาการ
- โรคอ้วน
- โรคเบาหวาน
- โรคหัวใจและหลอดเลือด
- โรคเก๊าท์
- โรคกระดูกพรุน
- โรคมะเร็ง
อาหารที่ควรบริโภค
- อาหารครบ 5 หมู่และหลากหลาย
- กินปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ถั่วเมล็ดแห้ง
- กินอาหารไทย
- อาหารที่อุดมด้วยแคลเซียม เช่น นมรสจืด ปลาเล็ก ปลาน้อย กุ้งฝอย กุ้งแห้ง
- ใช้น้ำมันพืช (ยกเว้นน้ำมันเมล็ดปาล์มและน้ำมันมะพร้าว)ในการประกอบอาหาร
อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง
- อาหารที่มีรสจัด เช่น หวานจัด เค็มจัด เผ็ดจัด
- อาหารปิ้ง ย่างที่ไหม้เกรียม
- อาหารทอด
- เนื้อสัตว์ติดมัน
- กะทิ และเนย
- เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ข้อควรปฏิบัติ
- หมั่นดูแลน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
- พักผ่อนให้เพียงพอ
- ตรวจสุขภาพช่องปาก
ผู้สูงอายุ (อายุ 60 ปีขึ้นไป)
ภาวะเสียงต่อโรคทางโภชนาการ
- โรคขาดโปรตีนและกำลังงาน
- โลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก
- โรคความดันโลหิตสูง
- โรคเบาหวาน
- โรคหัวใจและหลอดเลือด
- โรคกระดูกพรุน
อาหารที่ควรบริโภค
- อาหารครบ 5 หมู่และหลากหลาย เน้นปลาและพืชผักใบเขียว ผลไม้ไม่หวานจัด
- ลักษณะของอาหารควรเป็นชนิดที่เคี้ยวและย่อยง่ายประเภทต้ม นึ่ง ตุ๋น
- กินอาหารที่อุดมด้วยแคลเซียม เช่น นมพร่องมันเนย ปลาเล็ก ปลาน้อย
- ใช้น้ำมันพืช (ยกเว้นน้ำมันปาล์มและน้ำมันมะพร้าว)ในการประกอบอาหาร
อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง
- อาหารทอด เนื้อสัตว์ติดมัน
- อาหารที่มีกะทิ และเนยมาก
- อาหารที่มีรสจัด เช่น หวานจัด เค็มจัด
- ชา กาแฟ
- เครื่องดื่มแอลกอฮอล์
ข้อควรปฏิบัติ
- กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ในปริมาณที่เพียงพอตามธงโภชนาการ
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอให้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย
- ทำจิตใจให้แจ่มใส
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
- ดื่มน้ำวันละ 6-8 แก้ว
- ตรวจสุขภาพช่องปาก
กินตามวัย...ห่างไกลโรค
"อาหารคือตัวเรา" เป็นคำกล่าวที่เป็นจริงเสมอโดยแต่ละกลุ่มวัยมีความต้องการอาหารที่แตกต่างกันเริ่มตั้งแต่ทารกในครรภ์มารดา จนกระทั่งคลอดออกมาแล้วเจริญเติบโตจนกระทั่งถึงวัยสูงอายุ การกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ ตามสัดส่วนและปริมาณที่ร่างกายต้องการในหนึ่งวัน ร่วมกับการออกกำลังกายจะช่วยให้สุขภาพแข็งแรง ไม่เจ็บป่วยง่าย
"สุขภาพดีไม่มีขาย ถ้าอยากได้ต้องทำเอง"
ข้อมูลจาก กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
อาหาร 5 หมู่ อ้างอิงข้อมูลจากสสส. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ http://www.thaihealth.or.th/
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)