หน้าเว็บ

วันพุธที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2553

นมแม่...สำคัญที่สุดสำหรับลูก

ใกล้ถึงวันแม่แล้วค่ะ วันนี้จึงขอนำบทความที่มีประโยชน์เกี่ยวกับแม่ๆ ลูกๆ มาให้อ่านกันบ้างค่ะ เพื่อนๆ คะ ลูกน้อยตัวเล็กๆ ของเราอยากกินนมแม่ที่สุดในโลกค่ะ

10 เหตุผลสำคัญของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

1. นมแม่...มีความพอเหมาะกับเด็ก
น้ำนมแม่มีสารอาหารที่จำเป็นสำหรับเด็กมากกว่า 200 ชนิด ที่สร้างมาให้เหมาะสมสำหรับเด็กแต่ละคน ซึ่งยากที่นมใดจะเลียบแบบได้ เรียกได้ว่าสารอาหารที่มีในนมแม่เป็นต้นทุนล้ำค่าต่อพัฒนาการ สติปัญญา และอารมณ์ที่ดีของเด็ก

2. นมแม่...มีสารสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค
หัวน้ำนมที่สร้างขึ้นมาในช่วง 2-3 วันแรกหลังคลอดถือเป็นวัคซีนหยดแรกที่เด็กแรกคลอดทุกคนได้รับเพื่อป้องกันการติดเชื้อ ยิ่งให้นมแม่นานเท่าใด จะยิ่งป้องกันโรคต่างๆ ได้มากเท่านั้น

3. นมแม่...สะดวก สบาย และปลอดภัย
น้ำนมแม่สด สะอาด และมีอุณหภูมิพอเหมาะพร้อมที่ลูกจะดูดกินทุกเวลาตามต้องการ เรียกได้ว่านมแม่ "สะดวก สะอาด ทุกที่ ทุกเวลา"

4. นมแม่...สร้างและหลั่งด้วยวิถีธรรมชาติ
หากลูกดูดนมได้เร็วที่สุด คือภายใน 1 ชั่วโมง หลังคลอด ให้ลูกดูดนมบ่อยเท่าที่ลูกต้องการ และดูดให้ถูกวิธีโดยอมให้ลึกถึงลานหัวนม จะเกิดการสร้างน้ำนมเร็วและมากขึ้น น้ำนมแม่มีพอสำหรับลูกเสมอ แม้จะเป็นลูกแฝด

5. นมแม่...สร้างสายสัมพันธ์อันแนบแน่น
การให้ลูกดูดนมแม่ ทำให้แม่-ลูกได้สัมผัสใกล้ชิดกัน ก่อให้เกิดความรักความผูกพันระหว่างกันยิ่งขึ้น

6. นมแม่...สร้างได้ตลอดเวลา
หลังอายุ 6 เดือน ลูกยังกินนมแม่ได้ เพราะน้ำนมแม่ยังมีคุณค่าสารอาหารสำหรับลูกวัยนี้ การให้อาหารตามวัยเป็นการเสริมความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นตามวัย

7. นมแม่...ลดค่าใช้จ่าย
เพราะไม่ต้องซื้อ ไม่ต้องเตรียมอุปกรณ์ ลดค่าใช้จ่ายในการซื้อนมผงให้ลูกได้ประมาณเดือนละ 2,000 บาท ลดค่ารักษาพยาบาล เพราะลูกแข็งแรง ไม่ค่อยเจ็บป่วย

8. นมแม่...ช่วยแม่ลดน้ำหนักและปกป้องสุขภาพ
การใช้พลังงานเพื่อผลิตน้ำนมแม่ ทำให้แม่น้ำหนักลดลง และส่งผลดีต่อสุขภาพ เช่น ลดโอกาสตกเลือดหลังคลอด ช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็ว ลดโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ และโรคกระดูกพรุน

9. นมแม่...สร้างประสบการณ์ของความเป็นแม่
การได้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นกระบวนการทางธรรมชาติที่ให้แม่-ลูกได้อยู่ด้วยกัน เป็นโอกาสของการสร้างสายสัมพันธ์ระหว่างแม่-ลูก แม่ได้เรียนรู้ และอดทนในการเลี้ยงลูก และตอบสนองลูกอย่างเหมาะสม

10.นมแม่...ทำงานก็ให้ลูกกินนมได้
แม่ไม่จำเป็นต้องหยุดให้นมลูกเมื่อไปทำงาน เพราะสามารถเตรียมน้ำนมให้ลูกได้หลายวิธี เช่น ก่อนกลับไปทำงานให้ฝึกบีบนม เพื่อจะได้บีบน้ำนมเก็บไว้ให้ลูกกินระหว่างวันขณะที่แม่ไปทำงานได้ ก่อนไปทำงานและหลังกลับจากงานให้ลูกดูดนมแม่อย่างเต็มที่ ช่วงอยู่ที่ทำงานก็บีบนมเก็บทุกๆ 3 ชั่วโมง หากบ้านกับที่ทำงานอยู่ใกล้กัน ก็กลับไปให้นมลูกตอนพักได้

อย่าลืมนะคะ: เด็กตั้งแต่แรกเกิด - 6 เดือน กระเพาะอาหารเด็กยังไม่เจริญเต็มที่ ยังย่อยไม่ดี ไม่ควรให้อาหารอื่น ถ้าให้กินน้ำไปด้วยจะแย่งที่นม ทำให้ลูกได้อาหารน้อยลง ฉะนั้นควรเน้นให้เด็กกินแต่นมแม่อย่างเดียว

ขอขอบคุณข้อมูลจากคณะแพทย์และนักวิชาการผู้จัดทำหนังสือนมแม่...สายใยรักจากแม่สู่ลูก

กินตามกรุ๊ปเลือด...ไม่ยากอย่างที่คิด...ลองทำดูนะคะ

กรุ๊ปเลือดคือสิ่งที่ตัดสินว่ากินอะไรจึงจะเป็นผลดีต่อสุขภาพมากที่สุด

หมู่โลหิตหรือกรุ๊ปเลือดเกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรม อาจกล่าวได้ว่ากรุ๊ปเลือดมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดต่อระบบภูมิคุ้มกันและระบบรักษาตัวเองของร่างกาย นอกจากนี้กรุ๊ปเลือดยังเป็นตัวกำหนดได้ว่าเราควรกินอะไรจึงจะมีสุขภาพแข็งแรง หากกินผิดอาจทำให้เจ็บป่วย ดังนั้นถ้าอยากให้ร่างกายแข็งแรง มีระบบภูมิคุ้มกันและระบบรักษาตัวเองที่เข้มแข็งก็ต้องกินอาหารที่เหมาะสมกับกรุ๊ปเลือดของตน

คนเลือดกรุ๊ปเอ ควรเลี่ยงผลิตภัณฑ์นมและเนื้อสัตว์

ตามสถิติทางการแพทย์ โรคที่คนเลือดกรุ๊ปเอมีโอกาสเป็นได้ง่าย ได้แก่ แผลฝีหนองจากเชื้อสแตฟิโลค็อกคัส ติดเชื้อซาโมเนลลา วัณโรค โรคบิด คอตีบ ไข้หวัดใหญ่ หลอดเลือดแข็งตัว อาการข้ออักเสบรูมาติก กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โรคลมบ้าหมู โรคพิษสุรา
ผลการวิจัยแสดงว่าคนเลือดกรุ๊ปเอ สัมพันธ์กับการเป็นมะเร็งของระบบทางเดินอาหาร เช่น มะเร็งลิ้น มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งหลอดอาหาร โดยเฉพาะคนเลือดกรุ๊ปเอมีอัตราการป่วยมะเร็งกระเพาะอาหารสูงอย่างชัดเจน

ข้อแนะนำการกินอาหารของคนเลือดกรุ๊ปเอ

ควรพยายามเลี่ยงผลิตภัณฑ์นม งดการปรุงอาหารด้วยวิธีทอด ผัด และย่าง หากกินเนื้อสัตว์ปริมาณมากทุกวันจะทำให้อาหารไม่ย่อย รบกวนการทำงานของอวัยวะต่างๆ และอาจเกิดลิ่มเลือดอุดกั้น (Obstructive Thrombus) โรคหัวใจ โรคลมปัจจุบัน (Stroke) ท้องผูก โรคผิวหนัง และโรคมะเร็ง

ขอแนะนำอัตราส่วนของอาหารสำหรับคนเลือดกรุ๊ปเอ ดังนี้

ผัก 55% ผลไม้ 20% ธัญพืช ถั่วและเมล็ดพืชเปลือกแข็ง 20% ไข่และอาหารทะเล 5% (ถ้าวันไหนกินไข่ควรงดอาหารทะเล)

การออกกำลังกาย

ไม่ควรออกกำลังกายหนัก ขอแนะนำให้ออกกำลังกายด้วยการฝึกโยคะ ชี่กง หรือรำมวยไท่จี๋ (ไท้เก๊ก) นั่งสมาธิ สวดมนต์ หรือทำสมาธิเป็นประจำเพื่อให้จิตใจสงบ เป็นผลดีต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจ

คนเลือดกรุ๊ปโอ ไม่ควรกินมังสวิรัติเป็นเวลานาน

ตามสถิติทางการแพทย์ โรคที่คนเลือดกรุ๊ปโอมีโอกาสเป็นง่าย ได้แก่ โรคแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น ตับแข็ง ถุงน้ำดีอักเสบ ไส้ติ่งอักเสบ โรคหืด และแผลฝีหนอง โดยทั่วไปคนเลือดกรุ๊ปโอไม่ค่อยเจ็บป่วย อายุขัยเฉลี่ยก็ยาวกว่าคนเลือดกรุ๊ปอื่นอย่างเห็นได้ชัด

ข้อแนะนำการกินอาหารของคนเลือดกรุ๊ปโอ

โดยทั่วไปคนเลือดกรุ๊ปโอจำเป็นต้องกินเนื้อสัตว์ปริมาณหนึ่ง หากกินแต่พืชผักเป็นเวลานาน ร่างกายจะไม่ดูดรับสารอาหารที่ระบบภูมิคุ้มกันและระบบรักษาตัวเองต้องการอย่างครบถ้วน ทำให้เจ็บป่วยง่าย

ขอแนะนำอัตราส่วนของอาหารสำหรับคนเลือดกรุ๊ปโอ ดังนี้

ผักชนิดต่างๆ 75% ผลไม้ 10% เนื้อสัตว์ อาหารทะเล และนมแพะเล็กน้อย (ไม่ใช้นมวัว)10% อีก 5% เป็นธัญพืชกับเมล็ดพืชเปลือกแข็ง

การออกกำลังกาย

ควรเลือกการออกกำลังกายหนักตามความชอบและออกกำลังกายแบบแอโรบิก อย่างเล่นฟุตบอล เดินเร็ว วิ่งระยะสั้น

คนเลือดกรุ๊ปบี ไม่ควรกินเนื้อสัตว์

ตามสถิติทางการแพทย์ โรคที่คนเลือดกรุ๊ปบีมีโอกาสเป็นง่าย ได้แก่โรคบิด ไข้หวัดใหญ่ โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง โรคเอสแอลอี โรคเกี่ยวกับกระดูก โรคระบบทางเดินปัสสาวะและระบบสืบพันธ์ โรคข้อต่ออักเสบ วัณโรค มะเร็งช่องปาก และมะเร็งเต้านม คนเลือดกรุ๊ปบียังมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวมากกว่าคนกรุ๊ปเลือดอื่น

ข้อแนะนำการกินอาหารของคนเลือดกรุ๊ปบี

ขอแนะนำอัตราส่วนของอาหารสำหรับคนเลือดกรุ๊ปบี ดังนี้

ผักชนิดต่างๆ 55% ผลไม้ 10% พืชประเภทหน่อและหัว 15% เมล็ดพืชเปลือกแข็ง 10% ไข่และนมแพะ 10%

การออกกำลังกาย

สำหรับการออกกำลังกาย ควรอยู่ในระดับปานกลาง เช่นเดินเร็ววันละ 30 นาที

คนเลือดกรุ๊ปเอบี ควรงดเนื้อไก่และเนื้อวัว

ตามสถิติทางการแพทย์ โรคที่คนเลือดกรุ๊ปเอบีมีโอกาสเป็นง่าย ได้แก่ ติดเชื้อกลัดหนอง โรคทางเดินหายใจแบบเฉียบพลัน ไวรัสตับอักเสบ และโรคเบาหวาน นอกจากนี้ยังพบว่าคนเลือดกรุ๊ปเอบีมีอัตราการป่วยเป็นโรคจิตสูงกว่าคนเลือดกรุ๊ปอื่นถึง 3 เท่า แต่มีอัตราการป่วยเป็นวัณโรคและโรคโลหิตจางขณะตั้งครรภ์น้อยกว่าคนเลือดกรุ๊ปอื่นมาก

ข้อแนะนำการกินอาหารของคนเลือดกรุ๊ปเอบี

โดยพื้นฐานแล้วยึดตามอัตราส่วนของอาหารสำหรับคนเลือดกรุ๊ปบี โดยกินผักต่างๆ 55% พืชประเภทหน่อและหัว 15% ผลไม้ 5% เมล็ดพืชเปลือกแข็ง 15% ไข่และนมแพะ 10%

ส่วนการออกกำลังกายของคนเลือดกรุ๊ปเอบีนั้น ในหนังสือที่ Happy Admin ไปค้นคว้ามาไม่ได้กล่าวถึง แต่คิดว่าน่าจะเป็นการออกกำลังกายคล้ายคนเลือดกรุ๊ปบี คือควรอยู่ในระดับปานกลาง เช่นเดินเร็ววันละ 30 นาที

หากเพื่อนๆ สนใจเกี่ยวกับเรื่องกินอาหารตามกรุ๊ปเลือดและต้องการข้อมูลอย่างละเอียดมากกว่านี้เพื่อนำไปใช้ปฏิบัติในชีวิตประจำวันดูละก็ ลองหาหนังสือเล่มนี้มาอ่านดูเพิ่มเติมนะคะ (Happy Adminไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับผู้ผลิตหนังสือ เพียงแนะนำเพื่อนๆ เผื่อข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์ค่ะ)

ขอขอบคุณข้อมูลของ Dr. Tom Wu แปลโดย เรืองชัย รักศรีอักษร.ธรรมชาติช่วยชีวิต ฉบับปรับปรุง.พิมพ์ครั้งที่ 5.กรุงเทพฯ.นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่นส์,2552

วันศุกร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2553

การดื่นน้ำสำคัญนะคะ อย่ามองข้ามไป!


มีเพื่อนๆ หลายคนที่มีผิวแห้ง ริมฝีปากแห้ง มักจะเข้าใจว่าเราต้องทาโลชั่น ทาลิปมันเพื่อลดหรือบรรเทาอาการผิวแห้ง แต่เอ๊ะ...ทาโลชั่นเท่าไหร่ก็ไม่ดีขึ้น เปลี่ยนยี่ห้อก็แล้ว บางคนก็แห้งจนแสบผิวแสบริมฝีปากไปหมด เพื่อนๆ คะ...อย่ามองข้ามเรื่องของการดื่มน้ำในแต่ละวันให้เพียงพอนะคะ ตามหลักวิชาการแล้วเราควรดื่มน้ำไม่ต่ำกว่าวันละ 8-10 แก้วต่อวัน แต่ Happy Admin คิดว่าสำหรับคนที่มีผิวแห้ง ควรจะดื่มให้มากกว่านี้ รวมทั้งอย่าลืมทานอาหารที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำ ได้แก่ แกงจืดที่มีผักต่างๆ ทานผักที่มีน้ำมากได้แก่ แตงกวา มะเขือเทศ ฝัก บวบ ฯลฯ รวมทั้งผลไม้ เช่นแตงโม สับปะรด ส้ม แอปเปิ้ล สาลี่ ฯลฯ (ยกเว้นผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานต้องควบคุมผลไม้ที่มีรสหวาน)

เพราะน้ำนี่ละค่ะ ที่จะช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลขึ้น ช่วยบรรเทาอาการผิวแห้ง และริมฝีปากแห้งได้ (น้ำในที่นี้คือน้ำเปล่านะคะ ไม่ใช่น้ำหวาน หรือน้ำอัดลม ถ้าดื่มน้ำหวานหรือน้ำอัดลมมากเกินไปเดี๋ยวความอ้วนจะถามหาอีก) ยิ่งถ้าช่วงไหนอากาศร้อนมีเหงื่อออกมากๆ ยิ่งต้องดื่มน้ำเยอะๆ เพื่อเข้าไปชดเชยให้กับร่างกาย
นอกจากนี้ การดื่มน้ำจะช่วยลดการอืด บวมได้ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนักยิ่งต้องสนใจดื่มน้ำเยอะๆ จะช่วยให้ลดน้ำหนักได้ดีขึ้นค่ะ (ภาวดี วิเชียรรัตน์.เอ็นจอย อีทติ้ง.พิมพ์ครั้งที่ 2.กรุงเทพฯ.ดอกหญ้า 2000.2545.หน้า 28)

ยังไงก็ตามสำหรับผู้ที่ผิวแห้งมากและมีอาการแสบร้อนผิว หรือมีผื่นตุ่มขึ้น อันเนื่องมาจากผิวมีการอักเสบร่วมด้วยก็จำเป็นต้องปรึกษาแพทย์ผิวหนังนะคะ อย่าปล่อยทิ้งไว้เพราะอาการผื่นตุ่มอาจลุกลามกินบริเวณกว้างได้ อาการดังกล่าวนี้อาจพบได้ในผู้สูงอายุที่มีผิวแห้งค่ะ ซึ่งอาจเป็นเรื่องปัญหาสุขภาพอย่างอื่นหรือการมีทุโภชนาการร่วมด้วย ปรึกษาคุณหมอดีกว่าแน่นอนค่ะ

วันพฤหัสบดีที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2553

ไม่ได้เจอกันนาน


ช่วงที่ผ่านมามีวันหยุดหลายวันทั้งวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา Happy Admin ได้หายเงียบไปเพราะไปทำบุญต่างจังหวัดและพาครอบครัวไปเที่ยวกัน ฝนก็ตกม๊ากๆ แถมตกกันแทบทุกวัน เมื่อโดนฝนก็ต้องมาเป็นหวัดไม่ค่อยสบายจึงไม่ได้เข้ามา update เว็บไซต์เลย คิดถึงงานและผู้อ่านมากค่ะ ขณะที่ซุ่มเงียบรักษาตัวอยู่ก็หาข้อมูลดีๆ มาให้อ่านติดตามกันเพื่อประโยชน์ต่อสุขภาพของผู้อ่านทุกๆ ท่านค่ะ แหม... การไม่เป็นโรคเนี่ยเป็นลาภอันประเสริฐจริงๆ นะคะ ไม่สบายทีก็ต้องเสียตังค์ค่าหมอค่ายา เพราะฉะนั้นการดูแลสุขภาพจึงเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญมากจริงๆ ค่ะ ยังไงก็อย่าลืมติดตามอ่านเป็นกำลังใจให้ Happy Admin กันต่อไปนะคะ

วันอังคารที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2553

เพื่อนๆ รู้จัก "นาฬิกาชีวิต" ไม๊คะ?




เรื่องของ"นาฬิกาชีวิต" เป็นเรื่องการดูแลสุขภาพที่เผยแพร่โดยอาจารย์ สุทธิวัสส์ คำภา ท่านเป็นนักธรรมชาติบำบัดที่มีพื้นฐานจากครอบครัวแพทย์แผนไทยประกอบกับมีประสบการณ์ในการสืบค้นภูมิปัญญาไทยตามแนวธรรมชาติบำบัดยาวนานกว่า 30 ปีทั่วประเทศ ได้ค้นคว้าการแพทย์ในพระไตรปิฏกของพุทธศาสนา และท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องการใช้ลูกดิ่ง (Pendulum) สำหรับประเมินสภาวะสุขภาพผสมผสานกับความรู้เรื่องธรรมชาติบำบัดดังกล่าว อาจารย์ สุทธิวัสส์ ได้เผยแพร่ความรู้เรื่องสุขภาพ โรคภัยไข้เจ็บเกิดจากมูลเหตุตามพระไตรปิฏก คือ
1. กรรม 2. จิต 3. พลัง 4. ร่างกายและอาหาร
ความรู้เรื่องนาฬิกาชีวิตนี้ท่านได้เผยแพร่ไว้และมีผู้ศรัทธานำมาเผยแพร่ต่อๆ กันอย่างกว้างขวาง ซึ่งนับว่าเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมเป็นอย่างยิ่ง

การแพทย์ตะวันออกถือว่า กลางวันและกลางคืนมีความสัมพันธ์กับสุขภาพของมนุษย์อย่างแยกไม่ออก โดยมองลึกลงไปอีกว่า ช่วงเวลา 24 ชั่วโมงในหนึ่งวันนั้น ภายในร่างกายของมนุษย์ยังมีการไหลเวียนของพลังชีวิตที่ผ่านอวัยวะภายในของร่างกายซึ่งประกอบด้วย อวัยวะตันและอวัยวะกลวง

อวัยวะตัน หมายถึง หัวใจ เยื่อหุ้มหัวใจ ปอด ม้าม ตับ ไต
อวัยวะกลวง หมายถึง กระเพาะอาหาร ถุงน้ำดี ลำไส้ใหญ่ ลำไส้เล็ก กระเพาะปัสสาวะ ระบบความร้อนของร่างกาย (ชานเจียว)

การไหลเวียนของพลังชีวิต (ลมปราณ) ที่ผ่านแต่ละอวัยวะนั้นจะใช้เวลาสองชั่วโมง ทั้งหมดมี 12 อวัยวะ รวม 24 ชั่วโมง คือ หนึ่งวัน เรียกว่า "นาฬิกาชีวิต"
การดำเนินชีวิตและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวันให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติ จึงเป็นหลักฐานของการมีสุขภาพที่ดี และมีอายุยืน ปราศจากโรค โดยแบ่งเป็นช่วงเวลาดังนี้

01.00-03.00 น. เป็นช่วงเวลาของตับ ควรนอนหลับพักผ่อน ถ้าใครนอนหลับได้ดีเป็นประจำในช่วงเวลานี้ ตับจะหลั่งสารมีราโท
นิน (meratonine) เพื่อฆ่าเชื้อโรค ทำให้หน้าอ่อนกว่าวัย นอกจากร่างกายจะหลั่งสารมีราโทนินเป็นประจำแล้ว ยังหลั่งสารเอนโดรฟิน (endorphin) ออกมาด้วยจึงไม่ควรกินอาหารเพราะจะทำให้ตับทำงานหนักและเสื่อมเร็ว หน้าที่หลักของตับคือ ขจัดสารพิษในร่างกาย ส่วนหน้าที่รองคือ
1. ช่วยไตในการดูแลผม ขน เล็บ ถ้าตับมีปัญหา ผม ขน เล็บจะไม่สวย
2. ช่วยกระเพาะย่อยอาหาร ถ้ากินบ่อยๆ จะทำให้ตับทำงานหนัก ตับจะหลั่งน้ำย่อยออกมามากจึงไม่ได้ทำหน้าหลัก เป็นเหตุให้สารพิษตกค้างในตับ
03.00-05.00 น. เป็นช่วงเวลาของปอด จึงควรตื่นนอนลุกขึ้นเพื่อสูดอากาศที่บริสุทธิ์ และรับแสงแดดในยามเช้า ผู้ที่ตื่นนอนช่วงนี้เป็นประจำปอดจะดี ผิวดีขึ้น และจะเป็นคนที่มีอำนาจในตัว
05.00-07.00 น. เป็นช่วงเวลาที่ลำไส้ใหญ่ ควรขับถ่ายอุจจาระทำให้เป็นนิสัยทุกเช้า
07.00-09.00 น. เป็นช่วงเวลาของกระเพาะอาหาร กระเพาะอาหารจะทำงาน ถ้ากินอาหารเช้าในช่วงเวลานี้ทุกวัน กระเพาะอาหารจะแข็งแรง ถ้าปล่อยให้กระเพาะอาหารอ่อนแอ จะส่งผลให้เป็นคนตัดสินใจช้าขี้กังวล ขาไม่ค่อยมีแรง ปวดเข่า หน้าแก่เร็วกว่าวัย
09.00-11.00 น. เป็นช่วงเวลาของม้าม ม้ามจะอยู่ชายโครงด้านซ้าย มีหน้าที่ควบคุมเม็ดเลือดสร้างน้ำเหลือง ควบคุมไขมัน คนที่ปวดศรีษะบ่อยมักมาจากความผิดปกติของม้าม อาการเจ็บชายโครงสาเหตุมาจากม้ามกับตับ
11.00-13.00 น. เป็นช่วงเวลาของหัวใจ หัวใจทำงานหนักในช่วงเวลานี้ จึงควรหลีกเลี่ยงความเครียด เหตุที่ทำให้ต้องใช้ความคิดหนัก และหาทางระงับอารมณ์ตื่นเต้นหรืออาการตกใจให้ได้
13.00--15.00 น. เป็นช่วงเวลาของลำไส้เล็ก จึงควรงดการกินอาหารทุกประเภทเพื่อเปิดโอกาสให้ลำไส้ทำงาน ลำไส้เล็กมีหน้าที่ดูดซึมสารอาหารที่เป็นน้ำทุกชนิด เช่นวิตามินซี บี โปรตีน เพื่อสร้างกรดอะมิโนสร้างเซลส์สมอง ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ สร้างไข่สำหรับผู้หญิง ถ้ากรดอะมิโนน้อยไข่จะมาไม่ครบทุกเดือน
15.00-17.00 น. เป็นช่วงเวลาของกระเพาะปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะจะเกี่ยวข้องกับระบบความจำ ไทรอยด์ และระบบเพศทั้งหมด ช่วงเวลานี้ควรทำให้เหงื่อออก อาจจะออกกำลังกายหรืออบตัว กระเพาะปัสสาวะจะได้แข็งแรง การอั้นปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้เหงื่อที่ออกมามีกลิ่นเหม็นเหมือนปัสสาวะ
17.00-19.00 น. เป็นช่วงเวลาของไต จึงควรทำใจให้สดชื่น ไม่ง่วงเหงาหาวนอนในช่วงเวลานี้ ผู้ใดมีอาการง่วงนอนช่วงเวลานี้ แสดงว่ามีปัญหาเรื่องไตเสื่อม
19.00-21.00 น. เป็นช่วงเวลาของเยื่อหุ้มหัวใจ ช่วงเวลานี้ควรจะสวดมนต์ ทำสมาธิ
21.00-23.00 น. เป็นช่วงเวลาที่ต้องทำให้ร่างกายอบอุ่น จึงห้ามอาบน้ำเย็นในช่วงเวลานี้เพราะจะทำให้เจ็บป่วยได้ง่าย อย่าไปตากลม เพราะเป็นช่วงที่ลมเป็นพิษ
23.00-01.00 น. เป็นช่วงเวลาของถุงน้ำดี (ถุงน้ำดีเป็นถุงสำรองเก็บน้ำย่อยที่ออกมาจากตับ) อวัยวะใดในร่างกายเมื่อขาดน้ำ จะมาดึงน้ำจากถุงน้ำดี ทำให้ถุงน้ำดีข้น เป็นผลให้อารมณ์ฉุนเฉียว สายตาเสื่อม เหงือกจะบวม ปวดฟัน นอนไม่หลับ ตื่นกลางดึก หรือตื่นเช้าจะจาม ดังนั้นควรดื่มน้ำก่อนเข้านอนหรือก่อนเวลา 23.00 น.

อ้างอิงข้อมูล: อาจารย์นวลฉวี ทรรพนันทน์. นาฬิกาชีวิต.เว็บไซต์ http://www.si.mahidol.ac.th/Th/division/shdp/admin/knowledges_files/5_27_1.pdf
รูปภาพประกอบ : ล้อเกวียน.เวลาชีวิต.พิมพ์ครั้งที่ 5.กรุงเทพฯ:สำนักพิมพ์กลั่นแก่น,สิงหาคม 2550.